มีเวลา 7 วัน เที่ยวยุโรปที่ไหนดี — 4 เส้นทางที่เจาะลึกกว่าไล่ 3 ประเทศ
วางแผนเที่ยว

มีเวลา 7 วัน เที่ยวยุโรปที่ไหนดี — 4 เส้นทางที่เจาะลึกกว่าไล่ 3 ประเทศ

เจ็ดวันลาพักร้อน หักเวลาบินแล้วเหลือเที่ยวจริงราวห้าวัน — พอเจาะลึกได้แค่ 1 ภูมิภาค เทียบ 4 เส้นทางจริง: สวิส อาลซัส-บาวาเรีย ไอซ์แลนด์ โปรตุเกส

Gography2 สิงหาคม 25694 นาทีในการอ่าน

เจ็ดวันลาพักร้อน หักเวลาบินแล้วเหลือเที่ยวจริงราวห้าวัน — พอเจาะลึกได้แค่ 1 ภูมิภาค เทียบ 4 เส้นทางจริง: สวิส อาลซัส-บาวาเรีย ไอซ์แลนด์ โปรตุเกส

สรุปก่อนอ่าน
  • เวลาจริงที่เหลือ: 7 วันในปฏิทิน หักเวลาบินไป-กลับ (ไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทย ต้องต่อเครื่องอย่างน้อย 1 ครั้ง) เหลือเวลาที่เท้าแตะพื้นยุโรปจริงราว 5 วันเต็ม — พอสำหรับ 1 ภูมิภาคเท่านั้น ไม่พอสำหรับ 3 ประเทศ
  • 4 เส้นทางที่ลงตัวกับกรอบเวลานี้: สวิส Bernese Oberland (Grindelwald-Jungfraujoch-ทะเลสาบ), อาลซัส-บาวาเรียสายเมืองเทพนิยาย (Colmar-Strasbourg-Rothenburg), ไอซ์แลนด์วงใต้ + Golden Circle, โปรตุเกส (ลิสบอน-Algarve)
  • แต่ละเส้นมีจังหวะฤดูของตัวเอง: เดินป่าสวิสไปช่วงมิ.ย.-ก.ย., Golden Circle ไปพ.ค.หรือก.ย.คนน้อยสุด, อาลซัส-บาวาเรียไปฤดูใบไม้ผลิ/ใบไม้ร่วงหรือธ.ค.ถ้าอยากได้ตลาดคริสต์มาส, Algarve เที่ยวได้เกือบทั้งปี
  • งบสัมพัทธ์ต่างกันชัด: สวิสแพงสุด ไอซ์แลนด์รองลงมา (ที่พัก+รถเช่า) อาลซัส-บาวาเรียอยู่กลาง โปรตุเกสคุ้มค่าสุดในสี่เส้นทาง
  • ทริปจริงของ Gography ส่วนใหญ่ยาว 8-9 วัน ตรงกับหลักการนี้พอดี — เผื่อเวลาให้พอสำหรับ 1 ภูมิภาคแบบไม่ต้องเร่ง

เจ็ดวันในปฏิทิน แต่วันที่เท้าแตะพื้นยุโรปจริง ๆ มีแค่ห้าวัน

นี่คือเลขที่คนวางแผนทริปสั้นมักลืมนับ ไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทยไปยุโรป ต้องต่อเครื่องอย่างน้อยหนึ่งครั้งเสมอ รวมเวลานั่งเครื่อง รอเปลี่ยนเครื่อง และเวลาที่หายไปกับการปรับนาฬิกาชีวภาพ ขาไปกินเวลาไปเกือบหนึ่งวันเต็ม ขากลับก็เช่นกัน เหลือวันที่ใช้เดินเที่ยวได้เต็มที่จริง ๆ ราวห้าวัน

ปัญหาคือหลายคนเอาห้าวันนั้นไปแบ่งให้สามประเทศ เช้าปารีส บ่ายบรัสเซลส์ เย็นอัมสเตอร์ดัม ผลลัพธ์คือทุกที่ได้แค่ผ่านตา ไม่มีเวลาเหลือให้เห็นแสงเปลี่ยนบนภูเขาสักลูก หรือเดินซ้ำถนนเดิมตอนที่นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่กลับโรงแรมไปแล้ว คู่มือนี้เสนอมุมกลับ — เลือกจุดหมายเดียวให้ลึก แล้วดูว่าห้าวันนั้นพาไปได้ไกลแค่ไหนจริง ๆ

"หนึ่งเส้นทาง" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าต้องอยู่ในประเทศเดียวเป๊ะเสมอไป บางเส้นทางอย่างอาลซัส-บาวาเรียพาข้ามพรมแดนฝรั่งเศส-เยอรมนี แต่เป็นการเดินทางในรัศมีไม่กี่ชั่วโมงบนถนนเรื่องเดียวกัน ต่างจากการกระโดดข้ามภูมิภาคยุโรปทุกสองวันโดยสิ้นเชิง

ทำไมเจาะลึก 1 ที่ ถึงคุ้มกว่ากวาด 3 ประเทศ

ทุกครั้งที่ย้ายเมืองหรือย้ายประเทศ มีต้นทุนที่มองไม่เห็นเสมอ — เก็บกระเป๋า เช็คเอาท์ ต่อรถไฟหรือเที่ยวบินภายใน รอเช็คอินโรงแรมใหม่ เวลาที่หายไปกับขั้นตอนพวกนี้บวกกันแล้วมักเกินครึ่งวัน คูณด้วยสามครั้งในทริปเดียว เท่ากับเสียเวลาเที่ยวจริงไปเกือบหนึ่งวันเต็มโดยไม่ได้เห็นอะไรใหม่เพิ่มเลย

ยังไม่นับว่าภูมิทัศน์ระดับที่ถ่ายภาพแล้วรู้สึกว่าคุ้มเวลาที่มา ส่วนใหญ่ต้องการมากกว่าหนึ่งวัน — แสงเช้าที่ตกกระทบยอดเขาต่างจากแสงบ่าย น้ำในทะเลสาบนิ่งพอจะสะท้อนภูเขาได้แค่บางช่วงเวลา และเมืองเก่าที่สวยตอนเช้าตรู่ก่อนรถทัวร์มาถึงก็เป็นคนละเมืองกับตอนเที่ยงที่คนแน่น การมีเวลาสองถึงสามวันในที่เดียวเปิดโอกาสให้รอจังหวะแบบนั้นได้ ขณะที่ทริปกวาดสามประเทศไม่มีเวลาเหลือให้รอเลย

สี่เส้นทางด้านล่างคือตัวอย่างที่ออกแบบมาให้พอดีกับกรอบเวลา 7 วัน (บิน 2 วัน เที่ยวจริง 5 วัน) แต่ละเส้นเลือกจุดหมายเดียวหรือกลุ่มเมืองที่เดินทางถึงกันง่าย แล้วให้เวลาอยู่กับมันจริง ๆ

เส้นทางที่ 1: สวิส Bernese Oberland — Grindelwald, Jungfraujoch, ทะเลสาบ

เหมาะกับใครที่อยากได้ภาพภูเขาแอลป์คลาสสิก หมู่บ้านไม้กับยอดเขาหิมะเป็นฉากหลัง และไม่อยากขับรถเอง เพราะระบบรถไฟสวิสพาไปได้เกือบทุกจุดโดยไม่ต้องเช่ารถ

วันที่ 1 บินออกจากไทย ต่อเครื่องอย่างน้อยหนึ่งครั้งตามเส้นทางที่จอง วันที่ 2 ถึงสนามบิน Zurich นั่งรถไฟผ่าน Interlaken เข้า Grindelwald หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใต้เงายอด Eiger บ่ายแก่ ๆ เดินสำรวจหมู่บ้านและปรับตัวกับเวลา วันที่ 3 ขึ้น Jungfraujoch หรือ "Top of Europe" ด้วยรถไฟฟันเฟือง Jungfraubahn ที่เจาะอุโมงค์ทะลุภูเขา Eiger และ Mönch สถานีปลายทางอยู่ที่ความสูงราว 3,454 เมตร ถือเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป มองเห็นธารน้ำแข็ง Aletsch ที่ว่ากันว่ายาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์และได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก UNESCO วันที่ 4 นั่งกระเช้า Grindelwald-First ขึ้นสัน First แล้วเดินต่อไปยัง Bachalpsee ทะเลสาบบนที่สูงที่สะท้อนยอด Wetterhorn และ Schreckhorn ในวันลมสงบ เส้นทางเดินไม่โหด ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงจากสถานีกระเช้า วันที่ 5 เดินป่าในหุบเขา Lauterbrunnen หุบเขาที่ว่ากันว่ามีน้ำตกไหลลงมากว่า 70 สาย รวมถึง Staubbach Falls ที่เป็นหนึ่งในน้ำตกดิ่งสูงที่สุดของยุโรป ช่วงบ่ายต่อรถไฟไปเดินเล่นริมทะเลสาบ Thun หรือ Brienz ที่ Interlaken วันที่ 6 วันยืดหยุ่น เลือกเดินป่าเพิ่มอีกเส้น หรือพักผ่อนที่ Interlaken ก่อนเดินทางกลับ วันที่ 7 นั่งรถไฟกลับสนามบิน Zurich บินกลับไทย

อ่านรายละเอียดเพิ่มที่ Jungfraujoch: Top of Europe, Grindelwald-First และ Bachalpsee และภาพรวมทั้งประเทศที่ คู่มือเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์

ฤดูที่ดี: มิถุนายน-กันยายนสำหรับเดินป่าและทะเลสาบไม่มีน้ำแข็งเกาะ ส่วนกันยายน-ตุลาคมใบไม้เปลี่ยนเป็นสีทองและคนเริ่มน้อยลง

เส้นทางที่ 2: อาลซัส-บาวาเรีย สายเมืองเทพนิยาย

เหมาะกับใครที่ชอบเมืองเก่า สถาปัตยกรรมโครงไม้ และปราสาท เส้นนี้ข้ามพรมแดนฝรั่งเศส-เยอรมนีแต่อยู่ในรัศมีที่เดินทางถึงกันได้ภายในครึ่งวัน ทำให้ยังนับเป็นเส้นทางเดียวได้ ไม่ใช่การกระโดดข้ามภูมิภาค

วันที่ 1 บินออกจากไทย วันที่ 2 ถึงสนามบิน Frankfurt ต่อรถไฟเข้า Strasbourg (ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง) บ่ายแก่เดินย่าน Petite France ริมคลอง Ill วันที่ 3 Strasbourg เต็มวัน — Ponts Couverts, ดาดฟ้า Barrage Vauban และมหาวิหาร Strasbourg ที่มีนาฬิกาดาราศาสตร์แสดงกลไกทุกเที่ยงครึ่ง วันที่ 4 นั่งรถไฟ TER ไป Colmar (ราวครึ่งชั่วโมง) เดินย่าน La Petite Venise และเมืองเก่าที่รอดจากสงครามโลกครั้งที่สองมาเกือบสมบูรณ์ วันที่ 5 เช่ารถหรือต่อรถไฟข้ามไปฝั่งบาวาเรีย มุ่งสู่ Rothenburg ob der Tauber ระยะทางราว 300 กว่ากิโลเมตร ถึงช่วงบ่ายแก่ เดินชมเมืองยามค่ำหลังรถทัวร์กลับหมดแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองมีเสน่ห์ที่สุด วันที่ 6 เดินกำแพงเมือง Rothenburg ที่ยังสมบูรณ์ครบรอบ ขึ้นหอ Röderturm ชมวิว ก่อนขับต่อไปยัง Füssen เพื่อชมปราสาท Neuschwanstein ต้นแบบปราสาทเจ้าหญิงของดิสนีย์ในแสงบ่ายแก่ วันที่ 7 เช้าเดินทางเข้าสนามบิน Munich (ห่างจาก Füssen ราว 160 กิโลเมตร) บินกลับไทย

อ่านรายละเอียดเพิ่มที่ คู่มือ Colmar-Strasbourg แคว้น Alsace, Rothenburg ob der Tauber และ เส้นทาง Romantic Road ฉบับหน้าหนาว

ฤดูที่ดี: เมษายน-มิถุนายนหรือกันยายน-ตุลาคมสำหรับอากาศดีคนไม่แน่น ธันวาคมถ้าอยากได้ตลาดคริสต์มาสและหิมะ (แต่รถบัส Romantic Road สายหลักหยุดวิ่งช่วงฤดูหนาว ต้องใช้รถไฟหรือรถเช่าแทน)

เส้นทางที่ 3: ไอซ์แลนด์วงใต้ + Golden Circle

เหมาะกับใครที่อยากได้ภูมิทัศน์สุดขั้ว — น้ำตก ธารน้ำแข็ง หาดทรายดำ — และไม่กลัวขับรถระยะไกลเอง เพราะเส้นนี้เดินทางด้วยรถเป็นหลัก

วันที่ 1 บินออกจากไทย ต่อเครื่องอย่างน้อยหนึ่งครั้งผ่านจุดเปลี่ยนเครื่องในยุโรป วันที่ 2 ถึงสนามบิน Keflavík เข้า Reykjavík วันแรกเน้นเดินเมืองเบา ๆ ให้ร่างกายปรับเวลา วันที่ 3 ขับวง Golden Circle ราว 300 กิโลเมตรจากเรคยาวิก แวะอุทยาน Þingvellir ที่ตั้งอยู่บนรอยแยกแผ่นเปลือกโลก น้ำพุร้อน Geysir-Strokkur และน้ำตก Gullfoss วันที่ 4 ขับลงใต้ตามถนนวงแหวนแวะ Seljalandsfoss, Skógafoss และหาดทรายดำ Reynisfjara ค้างคืนที่ Vík วันที่ 5 ขับต่อไปทางตะวันออกสู่ Jökulsárlon ทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีก้อนน้ำแข็งลอยอยู่ และ Diamond Beach หาดที่ก้อนน้ำแข็งเกยฝั่งจนดูเหมือนเพชรกระจาย ค้างคืนระหว่างทางกลับ วันที่ 6 ขับกลับ Reykjavík แวะจุดที่ยังไม่ได้ไปตามเส้นทาง ช่วงเย็นแวะแช่น้ำร้อนธรรมชาติก่อนบิน วันที่ 7 บินกลับจากสนามบิน Keflavík

อ่านรายละเอียดเพิ่มที่ คู่มือเที่ยวไอซ์แลนด์ และ Golden Circle: Laugarvatn Fontana

ฤดูที่ดี: พฤษภาคมและกันยายนคือช่วงกลาง — คนน้อยกว่าฤดูร้อนแต่ยังมีแสงกลางวันยาวพอเที่ยวสบาย ฤดูร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) อุ่นสุดแต่คนแน่นสุด ฤดูหนาวมีโอกาสเห็นแสงเหนือแต่กลางวันสั้นมากและถนนเสี่ยงลื่น เหมาะกับคนที่พร้อมไปทัวร์แทนขับเอง

เส้นทางที่ 4: โปรตุเกส ลิสบอน + Algarve

เหมาะกับใครที่อยากได้ทั้งเมืองเก่าและทะเล งบไม่ต้องจัดเต็มเท่าสามเส้นทางแรก และยังอยากมีวันชายหาดผ่อนคลายปนอยู่ในทริป

วันที่ 1 บินออกจากไทย วันที่ 2 ถึง Lisbon บ่ายแก่เดินย่าน Alfama ย่านเก่าแก่ที่สุดของเมือง ตรอกแคบ บ้านกระเบื้อง azulejo และเสียงดนตรี fado ลอยมาจากร้านเล็ก ๆ วันที่ 3 เดินย่าน Belém ชม Jerónimos Monastery และ Torre de Belém ต่อด้วยย่าน Baixa-Chiado ใจกลางเมือง วันที่ 4 นั่งรถไฟไป Sintra (ไป-กลับในวันเดียวได้) ชมพระราชวังสีสันบนเนินเขาอย่าง Palácio da Pena วันที่ 5 เดินทางลงใต้สู่ Algarve ด้วยรถไฟหรือรถเช่า (ราว 3 ชั่วโมงจากลิสบอน) เข้าฐานที่ Lagos บ่ายแก่เดินเล่นชายฝั่ง วันที่ 6 ล่องเรือชมถ้ำทะเล Benagil และแนวหน้าผาทองที่ Praia da Marinha หนึ่งในภูมิทัศน์ชายฝั่งที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของภูมิภาคนี้ วันที่ 7 เดินทางกลับสนามบิน (Faro หรือย้อนกลับ Lisbon แล้วแต่ตั๋วที่จอง) บินกลับไทย

อ่านรายละเอียดเพิ่มที่ คู่มือเที่ยวลิสบอน, ย่าน Alfama และ Algarve: ถ่ายภาพชายฝั่ง

ฤดูที่ดี: มีนาคม-มิถุนายนหรือกันยายน-ตุลาคมให้อากาศดีและคนไม่แน่น Algarve มีแดดกว่า 300 วันต่อปีจึงเที่ยวได้เกือบทั้งปี แต่กรกฎาคม-สิงหาคมคือช่วงพีคที่ทั้งราคาที่พักและจำนวนนักท่องเที่ยวขึ้นสูงสุด

เทียบ 4 เส้นทาง

เส้นทางเหมาะกับใครฤดูที่ดีที่สุดงบสัมพัทธ์การเดินทางในทริป
สวิส Bernese Oberlandสายภูเขา เดินป่า ถ่ายภาพ alpineมิ.ย.-ก.ย. (เดินป่า) / ก.ย.-ต.ค. (ใบไม้เปลี่ยนสี)สูงสุดในสี่เส้นทางรถไฟเกือบทั้งหมด ไม่ต้องขับเอง
อาลซัส-บาวาเรียสายเมืองเก่า สถาปัตยกรรม ปราสาทเม.ย.-มิ.ย. / ก.ย.-ต.ค. หรือธ.ค.สายตลาดคริสต์มาสปานกลาง-สูงต้องเช่ารถหรือต่อรถไฟข้ามภูมิภาค
ไอซ์แลนด์วงใต้ + Golden Circleสายธรรมชาติสุดขั้ว น้ำตก ธารน้ำแข็งพ.ค. / ก.ย. (คนน้อย แสงยังยาว)สูง รองจากสวิสขับรถเองระยะไกลเป็นหลัก
โปรตุเกส ลิสบอน + Algarveสายเมืองเก่าผสมทะเล งบไม่จัดเต็มมี.ค.-มิ.ย. / ก.ย.-ต.ค.คุ้มค่าสุดในสี่เส้นทางรถไฟในเมือง + เช่ารถช่วงสั้นที่ Algarve

วิธีเลือกเมื่อยังตัดสินใจไม่ได้

ถามตัวเองสามข้อนี้ก่อน

ชอบภูมิทัศน์แบบไหนที่สุด ถ้าเป็นภูเขาหิมะและอากาศเย็นสบาย สวิสตอบโจทย์ ถ้าชอบเมืองเก่ากับสถาปัตยกรรมที่เดินถ่ายรูปได้ทั้งวัน อาลซัส-บาวาเรียเหมาะกว่า ถ้าอยากเห็นธรรมชาติที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลก ไอซ์แลนด์ชนะขาด ถ้าอยากได้ทั้งเมืองและทะเลในทริปเดียวแบบไม่ต้องเร่ง โปรตุเกสคือคำตอบ

พร้อมขับรถเองแค่ไหน สวิสและอาลซัส-บาวาเรียส่วนใหญ่ใช้รถไฟได้สบาย ไม่จำเป็นต้องขับเอง ขณะที่ไอซ์แลนด์แทบจะบังคับให้ขับเอง (หรือจองทัวร์แทนทุกวัน) เพราะระยะทางไกลและไม่มีขนส่งสาธารณะครอบคลุม

งบมีเท่าไหร่ ถ้างบจำกัดแต่ยังอยากได้ยุโรปครบรส โปรตุเกสให้สัดส่วนคุ้มค่าที่สุด ถ้างบไม่ใช่ปัญหาและอยากได้ภาพระดับพรีเมียม สวิสกับไอซ์แลนด์คือสองเส้นทางที่คุ้มกับราคาที่จ่ายไป

คำถามที่พบบ่อย

เที่ยวยุโรปหลายประเทศในทริปเดียว 7 วันทำได้ไหม

ทำได้ แต่จะได้แค่ผ่านตาแต่ละที่ ไม่มีเวลาเหลือให้รอแสงหรือรอจังหวะที่คนน้อยลง ถ้าอยากได้ประสบการณ์ที่ลึกและภาพที่ดีจริง เจาะจุดหมายเดียวหรือเส้นทางเดียวที่เดินทางถึงกันง่ายจะคุ้มเวลามากกว่า

7 วันเดินทางจริงจากไทย ต้องเผื่อเวลาบินเท่าไหร่

ไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทยไปยุโรป ต้องต่อเครื่องอย่างน้อยหนึ่งครั้งเสมอ ให้เผื่อวันแรกและวันสุดท้ายของทริปไว้เป็นวันเดินทางเต็ม ๆ เหลือเวลาเที่ยวจริงราวห้าวัน ตารางการบินเปลี่ยนตามสายการบินและฤดูกาล ควรเช็คตารางจริงก่อนจองเสมอ

ถ้ามีเวลาน้อยกว่า 7 วัน เช่น 5 วัน ควรทำยังไง

หลักการเดียวกัน คือยิ่งเวลาน้อย ยิ่งต้องเจาะแคบลง จาก "1 ภูมิภาค" อาจต้องเหลือแค่ "1 เมืองฐาน + 1-2 จุดใกล้เคียง" เช่น อยู่ Grindelwald อย่างเดียวไม่ต่อไปทะเลสาบ หรืออยู่ Reykjavík ทำแค่ Golden Circle ไม่ลงใต้ถึง Jökulsárlon

จองวีซ่าเชงเก้นสำหรับทริปสั้นแบบนี้ต้องเตรียมตัวยังไง

คนไทยต้องขอวีซ่าเชงเก้นล่วงหน้าเสมอ ไม่ว่าจะไปกี่ประเทศในกลุ่มเชงเก้น (ทั้งสวิส เยอรมนี ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ และโปรตุเกสอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด) วีซ่าใบเดียวใช้ข้ามพรมแดนได้ทุกประเทศสมาชิก ยื่นขอได้ล่วงหน้าสูงสุด 180 วันก่อนเดินทาง ควรเผื่อเวลาเตรียมเอกสารอย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนวันบิน

เมื่อถึงเวลาวางแผนจริง

หลักการ "เจาะลึก 1 ภูมิภาค ดีกว่ากวาดหลายประเทศ" ไม่ใช่แค่ทฤษฎี — ทริปจริงส่วนใหญ่ของ Gography ก็ออกแบบมาตามหลักนี้ ส่วนใหญ่ยาว 8-9 วัน เผื่อเวลาให้พอสำหรับภูมิภาคเดียวแบบไม่ต้องเร่งวิ่ง ถ้าสนใจเส้นทางแบบ Bernese Oberland ที่พูดถึงในบทความนี้ ดูรายละเอียดทริปจริงที่ผ่าน Grindelwald และ Lauterbrunnen ได้ที่ Classic Swiss Autumn 16-23 ต.ค. หรือดูทริปอื่น ๆ ทั้งหมดได้ที่ หน้ารวมทริป

แท็ก

#ยุโรป#7 วัน#แผนเที่ยว

เขียนโดย

Gography

กลับไปหน้าบทความ