Jungfraujoch: คู่มือขึ้น Top of Europe สวิตเซอร์แลนด์
สวิส

Jungfraujoch: คู่มือขึ้น Top of Europe สวิตเซอร์แลนด์

คู่มือเที่ยว Jungfraujoch ครบ — สถานีรถไฟสูงสุดในยุโรป 3,454 ม. วิธีเดินทาง ช่วงเวลาที่ดี และสิ่งที่ต้องเห็นบนยอดเขา

Gography1 สิงหาคม 25694 นาทีในการอ่าน

คู่มือเที่ยว Jungfraujoch ครบ — สถานีรถไฟสูงสุดในยุโรป 3,454 ม. วิธีเดินทาง ช่วงเวลาที่ดี และสิ่งที่ต้องเห็นบนยอดเขา

สรุปก่อนอ่าน
  • Jungfraujoch คือสถานีรถไฟสูงสุดในยุโรปที่ 3,454 เมตร สูงกว่าแนวหิมะถาวรและมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 0°C ตลอดทั้งปี
  • ช่วงที่ดีที่สุดคือปลายมิถุนายนถึงต้นกันยายน และควรขึ้นรถไฟแรกของวัน (6:35 น. จาก Interlaken Ost) เพราะอากาศเช้าใสกว่าบ่ายมาก
  • Eiger Express กระเช้าใหม่ที่เปิดปี 2020 ลดเวลาการเดินทางได้ถึง 47 นาที เหลือแค่ 15 นาทีจาก Grindelwald ถึง Eiger Glacier Station
  • Aletsch Glacier ธารน้ำแข็งยาวที่สุดในแอลป์ 23 กิโลเมตรที่มองเห็นจากที่นี่ กำลังถอยร่น 50 เมตรต่อปี — นี่คือเหตุผลที่ควรไปโดยไม่รอ
  • ทริปนี้ต้องเตรียมตัวจริงจัง: แต่งกายรับอากาศหนาว จองตั๋วและทัวร์ล่วงหน้า และตรวจ webcam สภาพอากาศก่อนขึ้นทุกครั้ง

มีสถานที่ในโลกไม่กี่แห่งที่นักธรณีวิทยา นักปีนเขา และนักท่องเที่ยวทั่วไปต่างมายืนเคียงกันได้โดยไม่รู้สึกแปลกที่ — Jungfraujoch คือหนึ่งในนั้น ที่ระดับความสูง 3,454 เมตรเหนือน้ำทะเล ซึ่งสูงกว่าแนวหิมะถาวรไปมาก สายตาของคุณจะเห็นสิ่งที่ไม่อาจหาได้จากที่ราบ: ธารน้ำแข็งยาว 23 กิโลเมตรทอดตัวอยู่เบื้องล่าง และสามยอดเขา Eiger, Mönch, Jungfrau โอบล้อมคุณในทุกทิศ ก่อนที่จะขึ้นถึงที่นี่ คุณต้องผ่านอุโมงค์รถไฟยาว 7 กิโลเมตรที่ใช้เวลาก่อสร้าง 16 ปีและแรงงานกว่า 3,000 ชีวิต — นั่นคือราคาที่มนุษย์จ่ายเพื่อเจาะทะลุหัวใจของ Eiger และ Mönch เข้าไปสัมผัสโลกที่อยู่เหนือเมฆ

หลายคนมองว่า Jungfraujoch เป็นแค่จุดชมวิว แต่ความจริงมันเป็นประสบการณ์ที่ซ้อนกันหลายชั้น: รถไฟที่เป็นวิศวกรรมระดับตำนาน, วังน้ำแข็งที่แกะสลักมือตั้งแต่ยุค 1930s, หอดูดาวที่ยืนอยู่เหนือเมฆ และธารน้ำแข็งที่กำลังหายไปต่อหน้าต่อตา เราคิดว่านี่คือทริปที่ควรไปโดยมีข้อมูลในกระเป๋าให้ครบ ไม่ใช่แค่ขึ้นไปถ่ายรูปแล้วลงมา

ภายใน Ice Palace ที่ Jungfraujoch อุโมงค์น้ำแข็งสีฟ้าสวยงามพร้อมประติมากรรมน้ำแข็งรูปไอเบ็กซ์และนกอินทรี
Ice Palace — ห้องโถงที่แกะสลักจากน้ำแข็งแท้ตั้งแต่ยุค 1930s อุณหภูมิคงที่ -3°C ตลอดทั้งปี

Jungfraujoch น่าไปเพราะอะไร?

ถ้าตอบตรงๆ: เพราะที่นี่รวมสิ่งที่หาไม่ได้จากที่อื่นในยุโรปไว้ในจุดเดียว Jungfraujoch คือสถานีรถไฟสูงสุดในยุโรปที่ 3,454 เมตร และอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีที่นี่อยู่ที่ -8.5°C ทำให้เป็นพื้นที่หนาวที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ — ไม่ใช่แค่บนยอดเขา แต่หนาวที่สุดในทุกฤดูกาล

สิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าการ "ขึ้นเขา" ทั่วไปคือ Aletsch Glacier ที่มองเห็นจาก Sphinx Observation Terrace — ธารน้ำแข็งยาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์ 23 กิโลเมตร และเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลก UNESCO ที่ได้รับการประกาศในปี 2001 แต่มีข้อที่ต้องรู้: ธารน้ำแข็งนี้กำลังถอยร่น 50 เมตรต่อปีจากสภาวะโลกร้อน และถ้าแนวโน้มนี้ไม่เปลี่ยน ปริมาณครึ่งหนึ่งของ Aletsch อาจหายไปภายในปี 2100 ที่นี่จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ "ยิ่งรีบไป ยิ่งดี" ในความหมายที่ไม่ได้แต่งขึ้น

สำหรับนักเดินทางที่ถามว่า "แค่ขึ้นไปดูวิวคุ้มไหม?" — คำตอบคือคุ้ม แต่ถ้าเตรียมตัวมาดี คุณจะได้มากกว่านั้นหลายเท่า

วิวพาโนรามาจาก Sphinx Observatory ระดับ 3,572 เมตร มองเห็น Aletsch Glacier และเทือกเขาแอลป์สวิสในเช้าที่อากาศใส
Sphinx Observation Terrace ที่ระดับ 3,572 เมตร — จุดสูงที่สุดที่ผู้เยี่ยมชมเข้าถึงได้ที่ Jungfraujoch

ไป Jungfraujoch ช่วงไหนดีที่สุด?

ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่คือ เดือนพฤษภาคมถึงกันยายน เพราะอากาศเช้าใสกว่า วันยาวกว่า และสามารถเข้าถึงกิจกรรมบนธารน้ำแข็งได้ แต่ถ้าต้องเลือก sweet spot จริงๆ เราชอบ ปลายมิถุนายนถึงต้นกันยายน — ธารน้ำแข็งเดินได้ หิมะไม่หนักจนบดบังเส้นทาง และแสงยังยาวพอให้เห็น Aletsch ในแสงทอง

สิ่งสำคัญที่คนมักพลาดคือเรื่องเวลาของวัน: รถไฟขบวนแรกจาก Interlaken Ost ออกตั้งแต่ 6:35 น. ในช่วงปลายพฤษภาคมถึงตุลาคม และนักเดินทางที่มีประสบการณ์แนะนำตรงกันว่าอากาศเช้าใสกว่าบ่ายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่เมฆมักก่อตัวหลังเที่ยง

ถ้าคุณมีตัวเลือก ให้หลีกเลี่ยงวันหยุดยาวของยุโรป (โดยเฉพาะช่วง Whitsun/Pentecost และกรกฎาคม–สิงหาคม) เพราะ Jungfraujoch เป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นมาก — การไปช่วงนอกฤดูพีคหรือขึ้นรถไฟเช้าที่สุดคือวิธีที่ได้ประสบการณ์ดีที่สุด

สำหรับการ เดินบนธารน้ำแข็ง ต้องวางแผนให้ตรงฤดูกาลชัดเจน: Grindelwald Sports เปิดให้จองทัวร์เดินธารน้ำแข็งแบบมีไกด์เฉพาะช่วง ปลายมิถุนายนถึงต้นตุลาคม เท่านั้น ถ้าไปนอกช่วงนี้จะไม่มีบริการนี้

กระเช้า Eiger Express โดยสารผ่านใกล้หน้าผาเหนือของ Eiger ระยะใกล้ชิดเส้นทางดำนิล
Eiger Express กระเช้าที่เปิดใช้ปี 2020 พาผู้โดยสารเฉียดหน้าผาเหนือของ Eiger ในระยะที่ใกล้อย่างน่าตื่นใจ

เดินทางจากไทยไป Jungfraujoch ยังไง?

จุดเริ่มต้นหลักคือ Interlaken — เมืองฐานที่อยู่ห่างจาก Zurich ประมาณ 2 ชั่วโมงโดยรถไฟ หรือจาก Geneva ประมาณ 2.5 ชั่วโมง จาก Interlaken Ost ขึ้นรถไฟไปยัง Lauterbrunnen หรือ Grindelwald แล้วต่อรถไฟขึ้นไปยัง Kleine Scheidegg และขึ้น Jungfraujoch ต่อ

ตัวเลือกที่เร็วขึ้นคือการใช้ Eiger Express — กระเช้าที่เปิดใช้งานในเดือนธันวาคม 2020 เชื่อม Grindelwald ไปยัง Eiger Glacier Station ใน 15 นาที ลดเวลาการเดินทางขึ้น Jungfraujoch ได้ถึง 47 นาที นี่คือวิธีที่เร็วที่สุดในปัจจุบัน

จาก Kleine Scheidegg รถไฟวิ่งเข้าอุโมงค์และขึ้นไปถึง Jungfraujoch ในประมาณ 50 นาที โดยแวะ 2 สถานีระหว่างทาง คือ Eigerwand และ Eismeer ส่วนขากลับใช้เวลา 35 นาที เนื่องจากลงเร็วกว่า

เกี่ยวกับตั๋ว: Swiss Travel Pass ครอบคลุมส่วนล่างของเส้นทาง แต่ ช่วง Jungfraujoch ต้องซื้อตั๋วส่วนเพิ่มแยก ราคาขึ้นอยู่กับว่าคุณขึ้นจากจุดไหน แนะนำตรวจสอบราคาล่าสุดและจองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ Jungfrau Railways โดยตรง เพราะโควต้าบางช่วงหมดเร็ว

ไกด์ภูเขามืออาชีพนำกลุ่มนักเดินทางข้าม Aletsch Glacier ใกล้ Jungfraujoch ช่วงฤดูร้อน
ทัวร์เดินธารน้ำแข็งแบบมีไกด์จาก Grindelwald Sports เปิดให้บริการช่วงปลายมิถุนายนถึงต้นตุลาคมเท่านั้น

มีอะไรทำและเห็นที่ Jungfraujoch บ้าง?

ขึ้นไปถึงแล้วมีสิ่งที่ต้องสำรวจหลายจุด โดยแต่ละจุดมีเสน่ห์ต่างกันไป

Sphinx Observation Terrace คือจุดแรกที่คนส่วนใหญ่มุ่งหน้าไป และด้วยเหตุผลที่ดีมาก หอดูดาวแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ระดับ 3,572 เมตร เข้าถึงได้ด้วยลิฟต์จากสถานี เป็นหอดูดาวที่สูงเป็นอันดับสองของสวิตเซอร์แลนด์ และจากระเบียงด้านนอก คุณจะเห็น Aletsch Glacier ทอดยาวออกไป 23 กิโลเมตร ราวกับแม่น้ำที่แข็งตัวค้างในกาลเวลา บรรยากาศที่นี่ไม่ต่างจากการยืนอยู่บนยอดโลก อากาศบางกว่าที่ราบอย่างเห็นได้ชัด และถ้าฟ้าใสในเช้าที่โชคดี คุณอาจเห็นเงาของภูเขาทอดยาวออกไปจนถึงขอบฟ้าของเยอรมนีและฝรั่งเศส

Ice Palace คืออีกไฮไลต์ที่คนมักประหลาดใจมากกว่าที่คาดไว้ — ห้องโถงที่แกะสลักจากน้ำแข็งแท้ อุณหภูมิในนั้นอยู่ที่ -3°C ตลอดปี ประดับด้วยประติมากรรมน้ำแข็งรูปหมี ไอเบ็กซ์ และนกอินทรี ที่น่าสนใจกว่านั้น: ภายในมีจำลองรูปจำลองของตัวภูเขาที่แกะจากน้ำแข็งเช่นกัน[^gimmick2] — คือการเห็นภูเขาอยู่ใต้ภูเขา ข้อมูลส่วนนี้ทำหน้าที่เล่าความพิถีพิถันของสถานที่ได้ดีกว่าคำอธิบายใดๆ

Plateau Snowfield พื้นที่หิมะด้านนอกตัวอาคาร Top of Europe เปิดให้เดิน เล่นหิมะ และนั่ง snow disk โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า สำหรับคนที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์บนธารน้ำแข็งแบบลึกกว่านี้ ทัวร์เดินธารน้ำแข็งแบบมีไกด์ผ่าน Grindelwald Sports ในช่วงปลายมิถุนายนถึงต้นตุลาคม คือตัวเลือกที่เพิ่มมิติให้ทริปนี้ได้มาก ไกด์จะพาคุณเข้าไปในส่วนที่ลึกกว่า อธิบายโครงสร้างของน้ำแข็ง และให้คุณ "อ่าน" ธารน้ำแข็งในแบบที่คนขึ้นมาเองไม่มีทางเห็นได้

สองสถานีระหว่างทาง ที่น้อยคนรู้ว่าน่าแวะ: Eigerwand และ Eismeer คือสถานีที่รถไฟจอดให้ผู้โดยสารออกไปยืนชมวิวผ่านหน้าต่างที่เจาะเข้าไปในหน้าผา ประวัติของหน้าต่างเหล่านี้น่าสนใจมาก: รูเหล่านี้เดิมเป็นช่องระบายหินดินทรายตอนขุดอุโมงค์ในช่วง 1898–1912 ไม่ใช่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นจุดชมวิว[^gimmick1] แต่กลายเป็น vantage point ที่ให้คุณมองออกไปเห็นหน้าผาเหนือของ Eiger ตรงๆ — ระยะที่นักปีนเขาระดับโลกใฝ่ฝันจะพิชิต

ไปรษณีย์สูงสุดในยุโรป ก็อยู่ที่นี่ด้วย Jungfraujoch มีที่ทำการไปรษณีย์ที่ระดับ 3,454 เมตร[^gimmick3] — คุณสามารถซื้อโปสการ์ดและส่งออกจากที่นี่ได้ ตราประทับจะระบุที่อยู่ส่งจาก "Jungfraujoch 3454 m" ซึ่งเป็นของที่ผู้รับมักเก็บไว้นานกว่าของฝากชิ้นอื่นๆ

มุมมองจากหน้าต่างสถานี Eigerwand ภายในอุโมงค์ Eiger มองออกไปเห็นหุบเขา Grindelwald เบื้องล่าง
หน้าต่างที่สถานี Eigerwand — เดิมเป็นช่องระบายหินตอนขุดอุโมงค์ ปัจจุบันเป็นจุดชมวิวที่หาไม่ได้จากที่อื่น

อยู่แถวนี้มีอะไรเพิ่มเติม?

บริเวณ Jungfrau Region มีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าแค่ยอดเขา หุบเขา Lauterbrunnen ที่อยู่ด้านล่างมีน้ำตกมากถึง 72 แห่ง ชื่อหมู่บ้านแปลว่า "น้ำพุใส" และเมื่อหิมะละลายจะรู้สึกได้ว่าชื่อนี้ไม่ได้เกินจริงเลย J.R.R. Tolkien เดินทางผ่านหุบเขานี้เมื่อปี 1911 ตอนอายุ 19 ปี และต่อมาเล่าในจดหมายถึงลูกชายว่าที่นี่คือต้นแบบของ Rivendell และ Misty Mountains ใน The Hobbit — ฉากที่คนอ่านทั่วโลกจินตนาการตามมาหลายทศวรรษ

หมู่บ้าน Grindelwald และ Wengen เป็นฐานที่ดีสำหรับค้างคืน ทั้งคู่อยู่ในระดับความสูงที่มองเห็น Eiger โดยตรง และให้บรรยากาศที่แตกต่างออกไป: Grindelwald มีสีสันกว่าและเข้าถึงง่ายกว่า ส่วน Wengen เงียบกว่าและ car-free (คล้ายกับ Zermatt) สำหรับคนที่ต้องการความสงบกว่า

เรื่องอาหารและวัฒนธรรม: ที่ Top of Europe มี Bollywood Restaurant ซึ่งไม่ได้ตั้งชื่อเล่นๆ — สวิตเซอร์แลนด์ถ่ายภาพยนตร์อินเดียมาตั้งแต่ปี 1964 และมีการถ่ายทำไปแล้วกว่า 200 เรื่อง จนภูมิทัศน์แบบนี้คุ้นตาสำหรับคนดูหนัง Bollywood พอๆ กับคนสวิสเองด้วยซ้ำ

วางแผนทริปนี้ยังไง?

สิ่งแรกที่ต้องตัดสินใจคือ ฐานที่พัก — ส่วนใหญ่เลือกระหว่าง Interlaken (ใหญ่กว่า ราคาหลากหลาย) กับ Grindelwald หรือ Wengen (อยู่บนเขา ใกล้บรรยากาศมากกว่า) ถ้าต้องการประสบการณ์ที่ดีที่สุด เราแนะนำค้างคืนบน Grindelwald หรือ Wengen อย่างน้อย 1 คืน เพราะเช้าที่นั่นก่อนนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ขึ้นมาเป็นเวลาที่เงียบและสวยที่สุด

สำหรับ การจองล่วงหน้า: ตั๋วรถไฟขึ้น Jungfraujoch ในช่วงกรกฎาคม–สิงหาคม ควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 4–6 สัปดาห์ ทัวร์เดินธารน้ำแข็งกับ Grindelwald Sports ควรจองล่วงหน้าเช่นกัน เพราะกลุ่มจะถูกจำกัดจำนวน

เรื่อง สภาพอากาศ: ต้องยอมรับตรงๆ ว่า Jungfraujoch อยู่ในระดับความสูงที่เมฆเกิดขึ้นบ่อยมาก และมีโอกาสที่คุณจะขึ้นไปแล้วเห็นแค่ม่านสีขาว วิธีลดความเสี่ยงคือขึ้นรถไฟแรกของวัน และตรวจ webcam สถานที่จริงก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เว็บไซต์ของ Jungfrau Railways มีกล้องสดที่อัพเดตตลอด

การแต่งตัว: อย่าประมาทแม้จะเป็นหน้าร้อน อุณหภูมิที่ Jungfraujoch เฉลี่ยต่ำกว่า 0°C ตลอดปี แจ็คเก็ตกันหนาวชั้นดีและถุงมือเบาเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่แค่ "เผื่อไว้" และถ้าวางแผนเดินบนธารน้ำแข็ง ไกด์จะแนะนำเรื่องรองเท้าและอุปกรณ์ให้โดยละเอียดตอนจอง

Altitude sickness: ระดับ 3,454 เมตรสูงพอที่บางคนจะรู้สึกวิงเวียน ปวดหัว หรืออ่อนเพลียได้ โดยเฉพาะถ้าร่างกายไม่คุ้นชินกับความสูง วิธีง่ายที่สุดคือเดินช้า หายใจช้า และดื่มน้ำให้พอ ถ้าอาการรุนแรงให้ลงมาสู่ระดับต่ำกว่าทันที ไม่ต้องฝืน

เมื่อเดินทางกลับจาก Jungfraujoch และมองลงมาที่ Lauterbrunnen ด้วยสายตาที่เพิ่งได้เห็น Aletsch ทอดตัวอยู่บนหลังเขา — ธารน้ำแข็งที่แม้กระทั่งเวลาก็ยังไม่อาจหยุดนิ่งได้ — ความรู้สึกที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่ "วิวสวย" แต่เป็นความเข้าใจว่าโลกนี้ยังมีพื้นที่ที่ทำให้มนุษย์รู้สึกเล็กได้ในแบบที่ไม่น่ากลัว

คำถามที่พบบ่อย

เที่ยว Jungfraujoch ช่วงไหนดีที่สุด?

ช่วงที่ดีที่สุดคือปลายมิถุนายนถึงต้นกันยายน อากาศใส วันยาว และเปิดให้เดินธารน้ำแข็งแบบมีไกด์ได้ด้วย ควรขึ้นรถไฟแรกของวัน (ออกจาก Interlaken Ost 6:35 น.) เพราะเช้าอากาศใสกว่าบ่ายมาก นักท่องเที่ยวยังน้อยกว่าด้วย ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงฝูงชนควรเลี่ยงช่วงกรกฎาคม–สิงหาคมซึ่งเป็นพีคของยุโรป หรือขึ้นเช้ามากๆ เพื่อให้ทันก่อนกลุ่มทัวร์ใหญ่

ขึ้น Jungfraujoch ใช้เวลานานแค่ไหน?

วางแผนให้ทั้งวันดีที่สุด การเดินทางจาก Interlaken ถึง Jungfraujoch ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมงต่อเที่ยว (หรือเร็วกว่าถ้าใช้ Eiger Express จาก Grindelwald) บนยอดควรอยู่อย่างน้อย 2–3 ชั่วโมงเพื่อเยี่ยมชม Ice Palace, Sphinx Terrace และ Plateau รวมเวลาเดินทางและสำรวจทั้งหมดประมาณ 6–8 ชั่วโมง

Jungfraujoch หนาวแค่ไหน ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง?

อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีที่ Jungfraujoch อยู่ที่ -8.5°C ทำให้เป็นพื้นที่หนาวที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ แม้กลางฤดูร้อนก็ยังเย็นจัด ต้องเตรียมแจ็คเก็ตกันหนาวหนา ถุงมือ หมวก และรองเท้าที่ไม่ลื่น ถ้าวางแผนเดินธารน้ำแข็งไกด์จะแนะนำอุปกรณ์เพิ่มเติมเฉพาะ นอกจากนั้นควรระวังอาการ altitude sickness เดินช้าๆ ดื่มน้ำให้พอ

ค่าใช้จ่ายขึ้น Jungfraujoch แพงไหม?

ค่าตั๋วขึ้น Jungfraujoch เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายหลักของทริปนี้ ราคาขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้นและช่วงเวลา (ช่วงเช้าตรู่มักถูกกว่า) Swiss Travel Pass ช่วยลดค่าเดินทางในส่วนล่างได้ แต่ตั๋วเฉพาะช่วง Jungfraujoch ต้องซื้อแยก ควรตรวจราคาปัจจุบันและจองตรงผ่านเว็บ Jungfrau Railways เพราะราคาปรับทุกฤดูกาล

Jungfraujoch มีอะไรทำบ้าง นอกจากดูวิว?

มีมากกว่าที่คิด ได้แก่: Ice Palace วังน้ำแข็งที่แกะสลักตั้งแต่ยุค 1930s อุณหภูมิ -3°C, Sphinx Observatory ลิฟต์ขึ้นไปที่ระดับ 3,572 เมตร, เล่นหิมะบน Plateau Snowfield, ส่งโปสการ์ดจากไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในยุโรป และถ้ามาช่วงปลายมิถุนายน–ต้นตุลาคม สามารถจองทัวร์เดินบนธารน้ำแข็งแบบมีไกด์เพื่อประสบการณ์ที่ลึกกว่าได้

เดินทางจากกรุงเทพไป Jungfraujoch ยังไง?

บินตรงหรือต่อเครื่องไปยังสนามบิน Zurich หรือ Geneva ในสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นต่อรถไฟไป Interlaken (จาก Zurich ประมาณ 2 ชั่วโมง จาก Geneva ประมาณ 2.5 ชั่วโมง) แล้วต่อรถไฟขึ้น Jungfraujoch ต่อ วิธีเร็วที่สุดจาก Grindelwald คือใช้ Eiger Express กระเช้าใหม่ที่ใช้เวลาแค่ 15 นาทีถึง Eiger Glacier Station

ถ้าฟ้าไม่ใส วิวถูกเมฆบัง ควรทำอะไร?

ตรวจ webcam สดบนเว็บไซต์ Jungfrau Railways ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ถ้าเมฆมากควรเลื่อนวัน อากาศเช้า (ก่อน 10:00 น.) ใสกว่าบ่ายอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในฤดูร้อน ถ้าวันนั้นฟ้าไม่เป็นใจก็ยังมี Ice Palace และกิจกรรมในอาคารให้ทำได้ แต่ประสบการณ์เต็มที่คือการเห็น Aletsch Glacier จาก Sphinx Terrace ซึ่งต้องอาศัยฟ้าใส

แหล่งอ้างอิง · 10 แหล่ง
  1. Jungfraujoch - Wikipedia
  2. Jungfraujoch | Bernese Oberland, Switzerland | Attractions - Lonely Planet
  3. Jungfrau-Aletsch protected area - Wikipedia
  4. Aletsch Glacier | Valais, Switzerland | Attractions - Lonely Planet
  5. Jungfraujoch | Bernese Oberland, Switzerland | Attractions - Lonely Planet
  6. Eiger Express - Wikipedia
  7. Jungfrau - Wikipedia
  8. Ice Palace | Bernese Oberland, Switzerland | Attractions - Lonely Planet
  9. Why You Should Visit the Jungfrau Region of Switzerland - AFAR
  10. How to plan the ultimate mountain break in Switzerland's Jungfrau region | National Geographic

แท็ก

#สวิตเซอร์แลนด์#Jungfrau Region#ฤดูร้อนยุโรป#ธารน้ำแข็ง#รถไฟสายภูเขา#ถ่ายภาพแลนด์สเคป#มรดกโลก UNESCO#เดินป่า Alpine#สวิส#เที่ยว Jungfraujoch

เขียนโดย

Gography

กลับไปหน้าบทความ