มงเทรอซ์-ปราสาท Chillon: คู่มือเที่ยวริเวียร่าสวิสริมทะเลสาบเจนีวา
สวิตเซอร์แลนด์

มงเทรอซ์-ปราสาท Chillon: คู่มือเที่ยวริเวียร่าสวิสริมทะเลสาบเจนีวา

เดินริมทะเลสาบเจนีวาจาก Château de Chillon ปราสาทกลางน้ำ ผ่านไร่องุ่นมรดกโลก Lavaux ถึงรูปปั้น Freddie Mercury ที่มงเทรอซ์ ริเวียร่าสวิสกลางเทือกเขาแอลป์

Gography2 สิงหาคม 25693 นาทีในการอ่าน

เดินริมทะเลสาบเจนีวาจาก Château de Chillon ปราสาทกลางน้ำ ผ่านไร่องุ่นมรดกโลก Lavaux ถึงรูปปั้น Freddie Mercury ที่มงเทรอซ์ ริเวียร่าสวิสกลางเทือกเขาแอลป์

สรุปก่อนอ่าน
  • มงเทรอซ์ (Montreux) ตั้งอยู่ริมทะเลสาบเจนีวา (Lac Léman) ฝั่งสวิส แคว้น Vaud มีไมโครไคลเมทพิเศษที่ทำให้ต้นปาล์มและแมกโนเลียขึ้นได้ทั้งที่อยู่ลึกเข้าไปในเทือกเขาแอลป์ จนได้ฉายา "ริเวียร่าสวิส"
  • Château de Chillon ปราสาทตั้งอยู่บนเกาะหินเล็กๆ ริมทะเลสาบ ห่างจากตัวเมืองมงเทรอซ์ไม่กี่กิโลเมตร เป็นที่มาของบทกวี "The Prisoner of Chillon" ของ Lord Byron และถือเป็นหนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์
  • ไร่องุ่นขั้นบันได Lavaux ระหว่าง Lausanne กับ Montreux ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดย UNESCO ตั้งแต่ปี 2007 ปลูกองุ่นมาตั้งแต่ยุคพระสงฆ์ยุคกลาง เดินเชื่อมหมู่บ้านหินเล็กๆ ได้เอง
  • Freddie Mercury ใช้ Mountain Studios ในมงเทรอซ์บันทึกเสียงกับวง Queen มายาวนาน และเลือกใช้ชีวิตช่วงท้ายที่เมืองนี้ ปัจจุบันมีรูปปั้นสำริดของเขายืนหันหน้าเข้าหาทะเลสาบบนถนนเลียบชายฝั่ง
  • ฤดูที่แนะนำ: กันยายน-ตุลาคมสำหรับไร่องุ่นสีทองและคนน้อยกว่า หรือต้นกรกฎาคมถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศ Montreux Jazz Festival (แต่คนและราคาที่พักจะสูงขึ้น)

เรือกลไฟลำหนึ่งกำลังเข้าเทียบท่า

เรือกลไฟสีขาวลำหนึ่งค่อยๆ แล่นเข้าใกล้กำแพงหินของ Château de Chillon ควันจากปล่องเรือลอยจางหายไปกับสายหมอกเช้าเหนือผิวน้ำทะเลสาบเจนีวา ด้านหลังปราสาทคือแนวเทือกเขาแอลป์ยอดขาวโพลน ส่วนบนถนนเลียบทะเลสาบไม่ไกลจากท่าเรือ ต้นปาล์มยืนเรียงแถวราวกับหลงมาจากคนละภูมิอากาศ

นี่คือมงเทรอซ์ เมืองเล็กๆ ริมทะเลสาบที่ทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีหน้าตาแบบที่คนไม่คุ้นเคยไม่คาดคิดมาก่อน

มงเทรอซ์: ริเวียร่าที่ไม่มีใครคาดว่าจะเจอกลางเทือกเขาแอลป์

มงเทรอซ์ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบเจนีวา ในแคว้น Vaud จุดที่เทือกเขาแอลป์โอบล้อมทะเลสาบเป็นรูปโค้งคล้ายอ่าว ภูเขาด้านหลังเมืองบังลมหนาวจากทิศเหนือไว้เกือบทั้งหมด ขณะที่มวลน้ำขนาดใหญ่ของทะเลสาบทำหน้าที่กักเก็บความร้อนและปล่อยคืนออกมาช้าๆ ผลลัพธ์คือไมโครไคลเมทที่อุ่นกว่าพื้นที่อื่นในสวิตเซอร์แลนด์อย่างเห็นได้ชัด — ต้นปาล์ม ต้นแมกโนเลีย ต้นสน cypress และแม้แต่ไม้ดอกกึ่งเขตร้อนบางชนิดเติบโตได้ตามถนนเลียบชายฝั่ง ขณะที่ข้ามทะเลสาบไปฝั่งฝรั่งเศสยังมองเห็นยอดเขาปกคลุมหิมะของเทือก Dents du Midi อยู่ในเฟรมเดียวกัน

ความขัดแย้งตรงนี้เองคือสิ่งที่ทำให้มงเทรอซ์ได้ฉายา "ริเวียร่าสวิส" (Swiss Riviera) — เมืองเล็กที่รู้สึกเหมือนชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ล้อมรอบด้วยยอดเขาแอลป์จริงๆ ถ้าสนใจภาพรวมของสวิตเซอร์แลนด์ทั้งเทือกเขาและหุบเขาสายหลัก อ่านเพิ่มได้ใน คู่มือเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมงเทรอซ์เป็นอีกหน้าหนึ่งที่ต่างออกไปจากภาพจำเรื่องหิมะและกระเช้าไฟฟ้าที่คนส่วนใหญ่นึกถึงก่อน

Château de Chillon: ปราสาทที่ลอยอยู่กลางน้ำ

ปราสาทตั้งอยู่บนแท่นหินเล็กๆ ริมทะเลสาบใกล้หมู่บ้าน Veytaux ห่างจากใจกลางมงเทรอซ์ไม่กี่กิโลเมตร เชื่อมกับฝั่งด้วยสะพานสั้นๆ ทำให้ตัวปราสาทดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำเมื่อมองจากระยะไกล จุดนี้เคยเป็นด่านควบคุมเส้นทางสัญจรมาตั้งแต่ยุคโรมัน เพราะเป็นทางแคบที่สุดที่ต้องผ่านระหว่างยุโรปเหนือกับอิตาลี ปราสาทที่เห็นในปัจจุบันส่วนใหญ่สร้างขึ้นภายใต้ตระกูล House of Savoy ตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 13 แล้วต่อเติมขยายมาเรื่อยๆ ก่อนตกอยู่ภายใต้การปกครองของ Bern และภายหลังกลายเป็นสมบัติของแคว้น Vaud

ภายในมีห้องใต้ดินโค้งแบบโกธิกที่เสาหินตั้งอยู่บนแท่นหินธรรมชาติระดับเดียวกับผิวทะเลสาบ ถัดขึ้นไปเป็นห้องโถงใหญ่ ลานภายใน และหอคอย สิ่งที่ทำให้ Chillon เป็นที่รู้จักไปไกลกว่าแค่ในฐานะปราสาทยุคกลางคือเรื่องราวของ Lord Byron — ปี 1816 เขาล่องเรือในทะเลสาบเจนีวาพร้อมกับ Percy Bysshe Shelley แวะเข้าชมปราสาทแห่งนี้ แล้วเขียนบทกวีเรื่อง "The Prisoner of Chillon" โดยได้แรงบันดาลใจจากเรื่องของ François Bonivard นักบวชในศตวรรษที่ 16 ที่ถูกล่ามโซ่ไว้ในห้องใต้ดินนานหลายปีจากการต่อต้าน Duke of Savoy ตำนานเล่าว่า Byron แกะสลักชื่อตัวเองไว้บนเสาหินต้นหนึ่งในห้องใต้ดิน ซึ่งนักท่องเที่ยวยังตามหาดูได้จนถึงทุกวันนี้

ด้วยเรื่องราวและตำแหน่งที่ตั้งแบบนี้ Chillon จึงได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ ราคาบัตรเข้าชมและเวลาเปิดปิดเปลี่ยนตามฤดูกาล ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนวางแผนเดินทางเสมอ

Lavaux: ไร่องุ่นขั้นบันไดที่ปลูกมาตั้งแต่ยุคพระสงฆ์

ระหว่าง Lausanne กับ Montreux แนวไหล่เขาที่ลาดลงสู่ทะเลสาบถูกแปลงเป็นขั้นบันไดไร่องุ่นต่อเนื่องกันหลายสิบกิโลเมตร นี่คือ Lavaux Vineyard Terraces ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ตั้งแต่ปี 2007 ประวัติการปลูกองุ่นที่นี่ย้อนกลับไปได้ถึงราวศตวรรษที่ 11 เมื่อพระสงฆ์นิกาย Cistercian เริ่มก่อกำแพงหินขึ้นเป็นขั้นบันไดเพื่อปลูกองุ่นบนไหล่เขาชันที่ปกติทำการเกษตรไม่ได้ พันธุ์องุ่นหลักที่ปลูกคือ Chasselas องุ่นขาวที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของไวน์แคว้น Vaud

หมู่บ้านหินเล็กๆ อย่าง Cully, Épesses, Rivaz, St-Saphorin และ Chexbres แทรกตัวอยู่ระหว่างแนวไร่องุ่น เดินเชื่อมกันได้ด้วยเส้นทางเดินเท้าที่ลัดเลาะไปตามขั้นบันได หรือใช้รถไฟท้องถิ่นที่จอดแวะแทบทุกหมู่บ้านสำหรับคนที่ไม่อยากเดินตลอดเส้นทาง ช่วงบ่ายแสงจะตกกระทบผิวน้ำทะเลสาบสะท้อนขึ้นมาที่แนวไร่องุ่น เห็นเทือกเขาแอลป์ฝั่งฝรั่งเศสเป็นฉากหลังไกลออกไป เป็นภาพที่หมู่บ้านริมทะเลสาบในยุโรปหลายแห่งพยายามเลียนแบบแต่ไม่มีที่ไหนมีบริบทแบบไร่องุ่นขั้นบันไดผสมทะเลสาบเหมือนที่นี่ ถ้าสนใจหมู่บ้านริมทะเลสาบแบบอื่นในยุโรปเพื่อเทียบเคียง อ่านต่อได้ใน หมู่บ้านริมทะเลสาบยุโรปที่ควรไปสักครั้ง

มงเทรอซ์กับ Freddie Mercury

Queen ใช้ Mountain Studios ในมงเทรอซ์เป็นสตูดิโอบันทึกเสียงมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ต่อเนื่องไปอีกหลายอัลบั้ม Freddie Mercury หลงรักความสงบของเมืองเล็กริมทะเลสาบแห่งนี้เทียบกับชีวิตทัวร์คอนเสิร์ตที่วุ่นวาย จนตัดสินใจใช้ชีวิตช่วงท้ายที่มงเทรอซ์ หลังเขาเสียชีวิต เมืองสร้างรูปปั้นสำริดของ Mercury ยกแขนถือไมโครโฟนหันหน้าเข้าหาทะเลสาบ ตั้งอยู่บนถนนเลียบชายฝั่งใกล้กับ Montreux Casino กลายเป็นจุดที่แฟนเพลงจากทั่วโลกแวะมายืนถ่ายรูป ส่วนคอนโซลบันทึกเสียงชุดเดิมที่ Queen เคยใช้ ปัจจุบันจัดแสดงไว้ในนิทรรศการเล็กๆ ภายในอาคาร Montreux Casino

พูดถึง Montreux Casino แล้ว มีเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงเมืองนี้เข้ากับประวัติศาสตร์เพลงร็อกอีกเส้นหนึ่ง — ธันวาคมปี 1971 เกิดเพลิงไหม้ที่ Montreux Casino ระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตของ Frank Zappa สมาชิกวง Deep Purple ที่พักอยู่โรงแรมฝั่งตรงข้ามทะเลสาบมองเห็นควันลอยเหนือผิวน้ำ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเพลง "Smoke on the Water" ที่คนทั่วโลกรู้จักริฟฟ์กีตาร์ท่อนนั้น

เมืองนี้ยังเป็นเจ้าภาพ Montreux Jazz Festival เทศกาลดนตรีที่ Claude Nobs ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1967 จัดต่อเนื่องทุกปีช่วงต้นเดือนกรกฎาคมริมทะเลสาบ จากเทศกาลแจ๊สล้วนๆ ขยายแนวเพลงมาครอบคลุมร็อก บลูส์ และป็อปตลอดหลายทศวรรษ กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุโรป วันที่จัดขยับได้ทุกปี ควรเช็กตารางล่าสุดก่อนวางแผนถ้าอยากไปช่วงเทศกาล

เรือกลไฟ Belle Époque กับรถไฟพาโนรามา GoldenPass

การเดินทางรอบทะเลสาบเจนีวาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ บริษัท CGN (Compagnie Générale de Navigation) ยังคงเดินเรือกลไฟใบพัดข้างที่ต่อขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ในยุค Belle Époque วิ่งเชื่อมมงเทรอซ์ เวอแวย์ (Vevey) โลซานน์ (Lausanne) ไปจนถึงเจนีวา พร้อมจุดจอดใกล้ Château de Chillon ทำให้มองเห็นปราสาทจากมุมผิวน้ำได้โดยไม่ต้องขับรถ

สำหรับคนที่อยากต่อเส้นทางเข้าไปในเทือกเขาแอลป์ต่อจากมงเทรอซ์ มีเส้นทางรถไฟพาโนรามา GoldenPass Line ที่เชื่อมมงเทรอซ์กับ Interlaken และ Lucerne ผ่าน Zweisimmen ตู้โดยสารกระจกบานใหญ่ออกแบบมาให้มองเห็นวิวหุบเขาได้เต็มที่ตลอดเส้นทาง เป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟชมวิวที่มีชื่อเสียงของสวิตเซอร์แลนด์ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟชมวิวอื่นๆ ของยุโรปได้ใน เส้นทางรถไฟสายวิวยุโรปที่ควรลองสักครั้ง ตารางเวลาและรอบวิ่งของทั้งเรือและรถไฟเปลี่ยนตามฤดูกาล ควรตรวจสอบก่อนเดินทางเสมอ

เลือกฤดู: เมื่อไหร่ควรไปมงเทรอซ์

เมษายน-พฤษภาคม ถนนเลียบทะเลสาบเริ่มมีดอกไม้บาน ไร่องุ่น Lavaux เขียวสด อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแต่ยังไม่ร้อนจัด เหมาะกับการเดินสำรวจทั้งวัน

มิถุนายน-สิงหาคม ฤดูร้อนของมงเทรอซ์ อากาศอบอุ่นที่สุดในรอบปี ช่วงต้นกรกฎาคมมี Montreux Jazz Festival ทำให้เมืองคึกคักเป็นพิเศษ แต่ที่พักและราคาจะสูงขึ้นตามไปด้วย

กันยายน-ตุลาคม ใบไร่องุ่นเปลี่ยนเป็นสีทองและแดง เป็นช่วงเก็บเกี่ยวองุ่นของ Lavaux อากาศยังอุ่นพอเดินสบาย และนักท่องเที่ยวลดลงจากช่วงพีคฤดูร้อน เป็นช่วงที่แนะนำมากที่สุดสำหรับคนที่อยากถ่ายภาพและเดินเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ

พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ด้วยไมโครไคลเมทของมงเทรอซ์ อากาศฤดูหนาวจะไม่หนาวจัดเท่าเมืองอื่นในสวิตเซอร์แลนด์ ต้นปาล์มริมทะเลสาบยังเขียวอยู่ ขณะที่ยอดเขาฝั่งตรงข้ามปกคลุมหิมะ เป็นความขัดแย้งที่เห็นชัดที่สุดในฤดูนี้ เมืองเงียบกว่าฤดูอื่นมาก

แผนเดินทางจริง 2 วัน

วันที่ 1 — มงเทรอซ์ เริ่มเช้าที่ถนนเลียบทะเลสาบ (Montreux Lakeside Promenade) เดินผ่านรูปปั้น Freddie Mercury ก่อนที่ถนนจะเริ่มมีคนพลุกพล่าน แล้วต่อด้วยการนั่งเรือกลไฟ CGN ไปยัง Chillon ใช้เวลาเดินทางไม่นาน มองปราสาทจากผิวน้ำก่อนขึ้นฝั่งเข้าชมด้านใน บ่ายกลับเข้าเมืองมงเทรอซ์ เดินเล่นย่านเมืองเก่าหรือแวะ Montreux Casino ชมนิทรรศการที่เกี่ยวกับ Queen

วันที่ 2 — Lavaux เช้านั่งรถไฟท้องถิ่นจากมงเทรอซ์ไปยังหมู่บ้านใน Lavaux เริ่มจาก Chexbres หรือ Rivaz แล้วเดินตามเส้นทางไร่องุ่นขั้นบันไดไปเรื่อยๆ จนถึง Cully แวะพักกินอาหารกลางวันที่หมู่บ้านระหว่างทาง บ่ายนั่งรถไฟกลับเข้ามงเทรอซ์หรือต่อไปโลซานน์ถ้ามีเวลาเพิ่ม

ถ้ามีเวลามากกว่านี้ การต่อรถไฟ GoldenPass Line จากมงเทรอซ์เข้า Interlaken ก็เป็นการเชื่อมทริปเข้าสู่โซนเทือกเขาแอลป์อย่าง Grindelwald หรือ Zermatt ได้ในเส้นทางเดียวกัน

ข้อควรรู้ก่อนไป

เงิน — สวิตเซอร์แลนด์ใช้สกุลฟรังก์สวิส (CHF) ไม่ใช่ยูโร แม้จะอยู่ใกล้ชายแดนฝรั่งเศสมากก็ตาม ร้านค้าส่วนใหญ่รับบัตร แต่ควรพกเงินสดสำรองไว้บ้างสำหรับตลาดท้องถิ่นหรือค่าธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ

วีซ่า — สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเชงเก้น คนไทยจึงต้องขอวีซ่าเชงเก้นล่วงหน้าเช่นเดียวกับประเทศเชงเก้นอื่นๆ

การเดินทางเข้าเมือง — สนามบินหลักที่ใกล้ที่สุดคือเจนีวา (GVA) ต่อรถไฟเข้ามงเทรอซ์ได้โดยตรง อีกทางเลือกคือบินเข้าซูริกแล้วต่อรถไฟข้ามประเทศ ซึ่งใช้เวลานานกว่า

รองเท้าและการเดิน — เส้นทางเดินใน Lavaux เป็นทางลาดชันสลับขั้นบันไดหินต่อเนื่องหลายกิโลเมตร ควรใส่รองเท้าที่เดินสบายและพกน้ำดื่มติดตัว โดยเฉพาะถ้าเดินช่วงบ่ายที่แดดจัด

ตั๋วและเวลาเปิดปิด — ราคาบัตรเข้า Château de Chillon เวลาเปิดปิด และตารางเรือ CGN เปลี่ยนตามฤดูกาลทุกปี ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนวันเดินทางเสมอ

คำถามที่พบบ่อย

มงเทรอซ์กับปราสาท Chillon ห่างกันแค่ไหน เดินไปได้ไหม?

ปราสาทอยู่ห่างจากใจกลางมงเทรอซ์ไม่กี่กิโลเมตรตามแนวถนนเลียบทะเลสาบ เดินไปได้แต่ใช้เวลาพอสมควร ทางเลือกที่สะดวกและได้มุมมองสวยกว่าคือนั่งเรือกลไฟ CGN หรือรถบัสท้องถิ่นซึ่งวิ่งบ่อยตลอดวัน

ไร่องุ่น Lavaux เดินเที่ยวเองได้ไหม ไม่ต้องมีไกด์?

ได้ มีเครือข่ายเส้นทางเดินเชื่อมหมู่บ้านต่างๆ ตลอดแนวไร่องุ่น ป้ายบอกทางชัดเจน และถ้าไม่อยากเดินทั้งเส้นทาง มีรถไฟท้องถิ่นจอดแวะแทบทุกหมู่บ้านให้เลือกลงเดินเฉพาะช่วงที่สนใจ

ควรไปมงเทรอซ์ฤดูไหนดีที่สุด?

ถ้าเน้นภาพไร่องุ่นสีทองและอยากเลี่ยงฝูงคน กันยายน-ตุลาคมเหมาะที่สุด ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศ Montreux Jazz Festival ให้เลือกช่วงต้นเดือนกรกฎาคม แต่ต้องเตรียมรับมือกับคนและราคาที่พักที่สูงขึ้นในช่วงนั้น

ไปมงเทรอซ์แบบเช้าไปเย็นกลับจากเจนีวาหรือซูริกได้ไหม?

จากเจนีวาทำได้ เพราะมีรถไฟตรงใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าอยากเดินทั้ง Chillon และ Lavaux แบบไม่รีบ การพักค้างคืนที่มงเทรอซ์อย่างน้อยหนึ่งคืนจะทำให้มีเวลาเก็บแสงเช้าและแสงเย็นริมทะเลสาบได้ครบกว่า

เมื่อถึงเวลาวางแผนจริง

มงเทรอซ์เป็นจุดที่หลายคนมองข้ามเวลาวางแผนทริปสวิตเซอร์แลนด์ เพราะภาพจำส่วนใหญ่ผูกอยู่กับหิมะและยอดเขาอย่าง Matterhorn หรือ Jungfraujoch แต่การได้เห็นปราสาทกลางน้ำ ไร่องุ่นขั้นบันได และต้นปาล์มริมทะเลสาบในเฟรมเดียวกับเทือกเขาแอลป์ คือมุมหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ที่ไม่ได้เจอได้ง่ายๆ

ทัวร์ Switzerland Golden Elegance ของ Gography แวะเดินเล่นที่ Montreux Lakeside Promenade ระหว่างเส้นทางจาก Zermatt กลับสู่ Zurich ถ้าสนใจดูรายละเอียดเส้นทางเต็ม ดูได้ที่ Switzerland Golden Elegance หรือถ้าอยากดูทริปสวิตเซอร์แลนด์ทั้งหมดที่เปิดอยู่ ดูรายการทั้งหมดได้ที่ หน้ารวมทริป

แท็ก

#สวิตเซอร์แลนด์#มงเทรอซ์#ทะเลสาบเจนีวา

เขียนโดย

Gography

กลับไปหน้าบทความ