8 หมู่บ้านและเมืองริมทะเลสาบยุโรปที่สวยที่สุด: จาก Hallstatt ถึง Lofoten
ยุโรป

8 หมู่บ้านและเมืองริมทะเลสาบยุโรปที่สวยที่สุด: จาก Hallstatt ถึง Lofoten

8 หมู่บ้านและเมืองยุโรปที่ตัวถิ่นฐานกับผืนน้ำเป็นภาพเดียวกันจริง จาก Hallstatt, Bled, Bellagio ถึงข้อยกเว้นอย่าง Lofoten พร้อมฤดูที่ควรไปแต่ละแห่ง

Gography2 สิงหาคม 25693 นาทีในการอ่าน

8 หมู่บ้านและเมืองยุโรปที่ตัวถิ่นฐานกับผืนน้ำเป็นภาพเดียวกันจริง จาก Hallstatt, Bled, Bellagio ถึงข้อยกเว้นอย่าง Lofoten พร้อมฤดูที่ควรไปแต่ละแห่ง

สรุปก่อนอ่าน
  • เกณฑ์คัดของลิสต์นี้: ต้องเป็นถิ่นฐานที่ตัวอาคาร-ผังเมืองกับผืนน้ำรวมเป็นภาพเดียวกัน ไม่ใช่แค่เมืองที่บังเอิญมีทะเลสาบอยู่ใกล้ๆ (เมืองใหญ่แบบ Lucerne หรือ Interlaken จึงไม่เข้าเกณฑ์ แม้จะสวยและอยู่ริมน้ำจริง)
  • 8 แห่งที่เข้าเกณฑ์: Hallstatt (ออสเตรีย), Bled (สโลวีเนีย), Bellagio (อิตาลี), Iseltwald (สวิตเซอร์แลนด์), Zell am See (ออสเตรีย), Annecy (ฝรั่งเศส), Königssee/Schönau (เยอรมนี) และ Reine/Hamnøy ใน Lofoten (นอร์เวย์) ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของลิสต์เพราะเป็นทะเล ไม่ใช่ทะเลสาบ
  • ฤดูกระจายกันไป: บางแห่งพีคหน้าร้อน (Königssee, Annecy) บางแห่งพีคหน้าใบไม้เปลี่ยนสี (Bled) บางแห่งมีจังหวะเงียบเฉพาะช่วงเช้าหรือนอกฤดูท่องเที่ยวหลัก (Hallstatt, Iseltwald)
  • ทุกแห่งในลิสต์เป็นจุดหมายที่ควรเช็กฤดูก่อนไปเสมอ เพราะภาพที่เห็นในโซเชียลมักถ่ายในช่วงแสงและฤดูที่เฉพาะเจาะจงมาก
  • อยากดูภาพรวมว่าเดือนไหนของปียุโรปหน้าตาแบบไหน อ่านเพิ่มได้ที่ซีรีส์ เที่ยวยุโรปเดือนสิงหาคม และ เที่ยวยุโรปเดือนตุลาคม

เช้าวันหนึ่งที่ Iseltwald ก่อนรถบัสทัวร์คันแรกจะมาถึง น้ำในทะเลสาบ Brienz นิ่งพอที่จะเห็นภูเขาฝั่งตรงข้ามกลับหัวอยู่ในน้ำ โบสถ์เล็กปลายแหลมหินที่ยื่นออกไปในทะเลสาบไม่มีใครยืนอยู่สักคน มีแค่เสียงนกและเสียงคลื่นกระทบท่าไม้เบาๆ ภาพแบบนี้คือเหตุผลที่คนเดินทางไล่ตามหมู่บ้านริมทะเลสาบทั่วยุโรป — ไม่ใช่เพราะทะเลสาบสวย ไม่ใช่เพราะหมู่บ้านสวย แต่เพราะสองอย่างนั้นรวมเป็นภาพเดียวกันโดยที่แยกไม่ออกว่าอะไรอยู่หน้า อะไรอยู่หลัง

นั่นคือเกณฑ์ที่ใช้คัดลิสต์นี้ ชัดเจนตั้งแต่ต้น: หมู่บ้านหรือเมืองที่ตัวถิ่นฐาน — บ้าน โบสถ์ ท่าเรือ ถนนเลียบชายฝั่ง — เรียงตัวจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนน้ำ ไม่ใช่แค่เมืองที่มีทะเลสาบอยู่ใกล้ๆ เดินไปสิบนาทีถึง เมืองแบบ Lucerne หรือ Interlaken สวยจริงและอยู่ริมทะเลสาบจริง แต่ตัวเมืองขยายออกจากชายฝั่งไปเป็นย่านใหญ่ ไม่ได้ถูกบีบให้ต้องอยู่ติดขอบน้ำแบบที่ 8 แห่งนี้เป็น ภูมิศาสตร์ต่างหากที่บังคับให้หมู่บ้านเหล่านี้ต้องเรียงตัวแบบนั้น — หน้าผาชันด้านหลัง น้ำลึกด้านหน้า เหลือพื้นที่ให้สร้างบ้านแค่แถบแคบๆ ริมฝั่ง

1. Hallstatt ออสเตรีย — หมู่บ้านที่เหมืองเกลือสร้างขึ้น

Hallstatt ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Hallstättersee ในภูมิภาค Salzkammergut ของออสเตรีย บ้านสีอ่อนเรียงตัวเป็นแถบแคบระหว่างหน้าผาหินปูนกับผิวน้ำ แทบไม่มีพื้นที่ราบให้ขยายเมืองออกไปทางไหน หลังคาโบสถ์สองยอดของ Pfarrkirche Hallstatt ยืนโดดเด่นกลางแถวบ้าน เป็นจุดที่ภาพถ่ายส่วนใหญ่ของที่นี่ใช้เป็นจุดอ้างอิง

ที่มาของชื่อ Hallstatt ผูกกับเกลือ — คำว่า "Hall" ในภาษาเซลติกโบราณแปลว่าเกลือ หลักฐานการทำเหมืองเกลือในพื้นที่นี้ย้อนไปได้หลายพันปี นักโบราณคดีถึงกับตั้งชื่อ "วัฒนธรรม Hallstatt" (Hallstatt culture) ซึ่งเป็นช่วงยุคเหล็กตอนต้นของยุโรปตามชื่อแหล่งนี้ เพราะพบหลุมศพและเครื่องมือจำนวนมากที่นี่ ทุกวันนี้เมืองทั้งหมด รวมถึงภูมิทัศน์ทะเลสาบ-ภูเขารอบข้าง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกในชื่อ Hallstatt-Dachstein/Salzkammergut

ความนิยมที่พุ่งขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมาก็มีราคาที่ต้องจ่าย — เมืองเล็กขนาดหลักร้อยครัวเรือนต้องรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละวัน ทางการท้องถิ่นเคยออกมาตรการจำกัดจำนวนรถบัสทัวร์เพื่อลดความแออัด ฤดูที่ควรไป: ปลายเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน หรือกันยายน อากาศยังดีแต่คนน้อยกว่าช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม ถ้าไปช่วงหน้าหนาวจะได้บรรยากาศเงียบสงบกว่ามาก แต่แสงสั้นและบางวันหมอกปิดภูเขาทั้งลูก อ่านรายละเอียดเต็มได้ที่ คู่มือเที่ยว Hallstatt

2. Bled สโลวีเนีย — เกาะกลางน้ำกับปราสาทบนหน้าผา

ทะเลสาบ Bled มีสองสิ่งที่ทำให้จำภาพนี้ได้ทันที — เกาะเล็กกลางทะเลสาบที่มีโบสถ์ยอดแหลมสีขาวตั้งอยู่ (Bled Island กับโบสถ์ Assumption of Mary) และปราสาท Bled Castle ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงเหนือน้ำอีกฝั่งหนึ่ง บันทึกของปราสาทแห่งนี้ย้อนไปถึงปี 1011 ทำให้เป็นหนึ่งในปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดของสโลวีเนีย

การเดินทางไปเกาะกลางน้ำต้องนั่งเรือ pletna เรือไม้ท้องแบนพายมือแบบดั้งเดิม สิทธิ์การพายส่งต่อกันในครอบครัวมาหลายชั่วอายุคน มีจำนวนจำกัดตามกฎท้องถิ่น เมื่อขึ้นถึงเกาะต้องเดินขึ้นบันได 99 ขั้นไปยังโบสถ์ ตามความเชื่อดั้งเดิมเจ้าบ่าวต้องอุ้มเจ้าสาวขึ้นบันไดทั้งหมดโดยไม่หยุดพัก แล้วสั่นระฆังในโบสถ์สามครั้งเพื่อขอพร มุมถ่ายภาพที่คนหาคือฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบแถวหมู่บ้าน Mlino ที่เห็นเกาะ ปราสาท และแนวเทือกเขา Julian Alps อยู่ในเฟรมเดียวกัน

ฤดูที่ควรไป: ปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนน้ำในทะเลสาบเขียวมรกตชัดที่สุด ส่วนกันยายน-ตุลาคมใบไม้รอบทะเลสาบเปลี่ยนสี เป็นอีกหน้าหนึ่งของ Bled ที่คนไปน้อยกว่าช่วงพีค อ่านเพิ่มเรื่องยุโรปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีได้ที่ เที่ยวยุโรปเดือนตุลาคม และรายละเอียดเต็มของที่นี่ที่ คู่มือเที่ยว Lake Bled

3. Bellagio อิตาลี — ปลายแหลมที่แบ่งทะเลสาบ Como เป็นสองแขน

ทะเลสาบ Como มีรูปร่างคล้ายตัว Y คว่ำ แยกเป็นสองแขนไปทาง Como และ Lecco และ Bellagio ตั้งอยู่พอดีตรงปลายแหลมที่แบ่งสองแขนนั้นออกจากกัน คนท้องถิ่นเรียกจุดนี้ว่า Punta Spartivento แปลตรงตัวว่า "จุดที่แบ่งลม" เพราะเป็นจุดที่ลมจากสองแขนทะเลสาบมาบรรจบกัน

ตัวเมืองไล่ระดับขึ้นจากท่าเรือ ตรอกหินขั้นบันไดแคบๆ ที่เรียกว่า salita ตัดขึ้นเนินระหว่างบ้านสีอบอุ่น ร้านกาแฟและบูติกเล็กๆ วิลล่าเก่าอย่าง Villa Serbelloni และ Villa Melzi d'Eril ที่มีสวนเปิดให้เข้าชมเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ "Pearl of Lake Como" ที่ Bellagio ได้รับมานาน เรือข้ามฟากเชื่อมไปยังหมู่บ้านฝั่งตรงข้ามอย่าง Varenna และ Menaggio ทำให้เที่ยวรอบทะเลสาบได้โดยไม่ต้องขับรถ

ฤดูที่ควรไป: ตามข้อมูลจากคู่มือเส้นทางท่องเที่ยว The Graceful Italian Lakes ช่วงเมษายน-มิถุนายนคือจังหวะที่ดีที่สุด เพราะดอกคาเมลเลียตามสวนวิลล่าบานพอดี อากาศยังไม่ร้อนจัดแบบกลางฤดูร้อน (Bellagio ยังไม่มีบทความเต็มในเว็บ ข้อมูลนี้อ้างจากหนังสือคู่มือท่องเที่ยว)

4. Iseltwald สวิตเซอร์แลนด์ — หมู่บ้านปลายแหลมกลางทะเลสาบสีเขียวมรกต

Iseltwald เป็นหมู่บ้านเล็กที่ตั้งอยู่บนแหลมยื่นเข้าไปในทะเลสาบ Brienz แถบ Bernese Oberland ของสวิตเซอร์แลนด์ น้ำในทะเลสาบมีสีเขียวอมฟ้าเข้มข้นเป็นพิเศษ เกิดจากตะกอนหินที่ธารน้ำแข็งบดละเอียดแล้วไหลลงมาผสมในน้ำ ยิ่งช่วงหน้าร้อนที่หิมะบนภูเขาละลายมาก สีน้ำจะยิ่งเข้มขึ้น

จุดที่ทุกคนมาถ่ายภาพคือท่าไม้เล็กๆ ปลายแหลมใกล้โบสถ์ประจำหมู่บ้าน ซึ่งกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างหลังซีรีส์เกาหลีเรื่องหนึ่งมาถ่ายทำที่นี่ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่แวะมาต่อวันเพิ่มขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท้องถิ่นจึงเริ่มมีป้ายและระบบจัดการคิวถ่ายภาพที่จุดนั้นโดยเฉพาะ ถ้าอยากได้เฟรมที่ไม่มีคนแทรก ต้องไปให้ถึงก่อนช่วงรถทัวร์วันเดย์ทริปจาก Interlaken จะมาถึง

ฤดูที่ควรไป: ฤดูร้อน (มิถุนายน-กันยายน) สีน้ำเข้มที่สุดและอากาศเปิดให้เห็นภูเขารอบทะเลสาบชัด ส่วนใครไม่ชอบคนแน่นให้เลี่ยงช่วงเที่ยงถึงบ่าย เพราะเป็นช่วงที่ทัวร์วันเดย์ทริปมาถึงพร้อมกันหลายคัน อ่านภาพรวมการเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ได้ที่ คู่มือเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์

5. Zell am See ออสเตรีย — เมืองริมทะเลสาบที่ยืนหลังเขา

Zell am See ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Zeller See ในรัฐ Salzburg ตัวเมืองเก่าเรียงตัวอยู่บนแผ่นดินแคบระหว่างทะเลสาบกับภูเขา มียอดแหลมของโบสถ์ประจำเมืองเป็นจุดสังเกตสะท้อนในน้ำยามอากาศนิ่ง เบื้องหลังคือแนวเทือกเขาที่ทอดยาวไปจนถึงธารน้ำแข็ง Kitzsteinhorn ใกล้เมือง Kaprun ซึ่งเป็นจุดหมายเล่นสกีได้ตลอดทั้งปีของโซนนี้

เมืองนี้ไม่ได้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลักของออสเตรียแบบ Hallstatt หรือ Salzburg แต่เป็นตัวเลือกที่คนออสเตรียเองไปพักผ่อนริมน้ำในหน้าร้อนและเล่นสกีในหน้าหนาว บรรยากาศจึงเป็นเมืองพักตากอากาศมากกว่าเมืองท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ข้อมูลของที่นี่ในบทความนี้มาจากความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภูมิภาค ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกเหมือนจุดหมายอื่นในลิสต์ ผู้ที่วางแผนไปจริงควรเช็กข้อมูลล่าสุดอีกครั้งก่อนเดินทาง

ฤดูที่ควรไป: ฤดูร้อนสำหรับกิจกรรมทางน้ำและเดินเลียบทะเลสาบ ฤดูหนาวสำหรับเล่นสกีที่ Kitzsteinhorn ซึ่งอยู่ใกล้พอที่จะพักในเมืองแล้วขึ้นเขาไปเล่นสกีได้ในวันเดียว

6. Annecy ฝรั่งเศส — "เวนิสแห่งแอลป์"

Annecy ตั้งอยู่ปลายเหนือของทะเลสาบ Annecy ในเขต French Alps เมืองเก่าถูกเรียกกันมานานว่า "เวนิสแห่งแอลป์" เพราะมีคลอง Thiou ตัดผ่านกลางเมือง สองฝั่งคลองเรียงด้วยอาคารสีอบอุ่นและร้านค้าเล็กๆ จุดที่ทุกคนถ่ายภาพคือ Palais de l'Isle อาคารรูปเรือที่ตั้งอยู่กลางคลองพอดี เคยผ่านการใช้งานหลายแบบตลอดประวัติศาสตร์ตั้งแต่คุกไปจนถึงศาล ก่อนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน

ทะเลสาบ Annecy เองได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่สะอาดที่สุดของยุโรป ผลจากโครงการวางระบบท่อรวบรวมน้ำเสียรอบทะเลสาบที่เริ่มทำตั้งแต่ราวทศวรรษ 1960 ทำให้น้ำใสพอจะว่ายน้ำและมองเห็นก้นทะเลสาบได้ในหลายจุด เทือกเขา Semnoz และ La Tournette โอบล้อมทะเลสาบอยู่ทั้งสองฝั่ง เป็นฉากหลังให้กับเมืองเก่าที่เหมือนซ่อนตัวอยู่ในกรอบภูเขา

ฤดูที่ควรไป: ฤดูร้อนคือช่วงที่ทะเลสาบเปิดให้ว่ายน้ำและพายเรือได้เต็มที่ เดือนมิถุนายนของทุกปียังมีเทศกาลภาพยนตร์แอนิเมชันนานาชาติ Annecy ซึ่งดึงคนในวงการมาทั้งทวีป (ข้อมูลของ Annecy ในบทความนี้อ้างจากความรู้ทั่วไปประกอบหนังสือ French Alps ที่กล่าวถึงเมืองนี้สั้นๆ ยังไม่มีบทความเต็มแยกต่างหากในเว็บ)

7. Königssee (Schönau am Königssee) เยอรมนี — ทะเลสาบฟยอร์ดกลางเทือกเขา Alps บาวาเรีย

Königssee อยู่ในอุทยานแห่งชาติ Berchtesgaden รัฐบาวาเรีย ใกล้ชายแดนออสเตรีย รูปร่างทะเลสาบยาวแคบเหมือนฟยอร์ดของนอร์เวย์มากกว่าทะเลสาบทั่วไปในเทือกเขา Alps เพราะขนาบข้างด้วยหน้าผาสูงชันแทบตลอดแนว ยอด Watzmann ภูเขาสูงเป็นอันดับสองของเยอรมนี (2,713 เมตร) ตั้งเป็นฉากหลังด้านหนึ่งของทะเลสาบ

หมู่บ้าน Schönau am Königssee เป็นจุดขึ้นเรือไปยัง St. Bartholomä โบสถ์แสวงบุญหลังคาโดมหัวหอมสีแดงที่ตั้งอยู่บนแหลมเล็กๆ กลางทะเลสาบ เข้าถึงได้เฉพาะทางเรือหรือเดินป่าเท่านั้น เรือที่วิ่งในทะเลสาบใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อรักษาความเงียบและคุณภาพน้ำ ระหว่างทางกัปตันมักหยุดเรือกลางทะเลสาบแล้วเป่าแตรสาธิตเสียงสะท้อนจากหน้าผาโดยรอบ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ทำกันมานาน บทความเต็มของที่นี่ยังไม่เผยแพร่บนเว็บ

ฤดูที่ควรไป: มิถุนายน-กันยายนคือช่วงที่เรือวิ่งเต็มตารางและอากาศเปิดให้เห็นยอด Watzmann ชัด ช่วงฤดูหนาวบางส่วนของทะเลสาบเป็นน้ำแข็งและเรือหยุดวิ่งบางเส้นทาง

8. ข้อยกเว้นของลิสต์: Reine และ Hamnøy หมู่เกาะ Lofoten นอร์เวย์

เจ็ดแห่งข้างต้นทั้งหมดเป็นทะเลสาบ แต่ Reine และ Hamnøy บนเกาะ Moskenesøya ในหมู่เกาะ Lofoten ของนอร์เวย์เป็นข้อยกเว้นที่ตั้งใจใส่ไว้ในลิสต์นี้ เพราะแม้จะเป็นทะเลจริงๆ ไม่ใช่ทะเลสาบ แต่ภูมิทัศน์ที่เกิดขึ้นเหมือนกันทุกประการกับ 7 แห่งข้างต้น — หมู่บ้านที่ถูกบีบให้อยู่ในแถบแคบระหว่างภูเขากับผืนน้ำจนกลายเป็นภาพเดียวกัน

บ้านชาวประมงสีแดงเรียกว่า rorbuer ตั้งอยู่บนเสาเข็มยื่นลงไปในอ่าว มีภูเขาหินแหลมที่พุ่งขึ้นตรงจากผิวน้ำแทบไม่มีเชิงเขาลาดให้เห็น Hamnøy เป็นเกาะเล็กเชื่อมด้วยสะพานเข้ากับตัวเกาะหลัก มีภูเขา Olstind เป็นฉากหลัง ส่วน Reine อยู่ห่างออกไปไม่ไกล มีจุดชมวิวบนไหล่เขา Reinebringen ที่ต้องเดินขึ้นไปราวหนึ่งชั่วโมงเพื่อมองลงมาเห็นทั้งหมู่บ้าน อ่าว และแนวภูเขาโค้งลงทะเลในเฟรมเดียว เป็นภาพที่ถูกใช้เป็นตัวแทนของนอร์เวย์บ่อยครั้ง

ฤดูที่ควรไป: มิถุนายน-กรกฎาคมมีแสงอาทิตย์เที่ยงคืน (midnight sun) ไม่มืดเลยตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนช่วงกันยายนถึงมีนาคมเป็นโอกาสเห็นแสงเหนือ แต่ละฤดูให้ภาพคนละแบบของหมู่บ้านเดียวกัน อ่านรายละเอียดเต็มที่ คู่มือเที่ยว Lofoten และ Tromsø

ถ้าต้องเลือกที่เดียว

สายถ่ายภาพที่อยากได้มุมกว้างชัดเจนไม่ต้องรอจังหวะพิเศษ — Bled ให้เฟรมที่ชัดเจนที่สุดในลิสต์นี้ เกาะ ปราสาท และภูเขาอยู่ในองค์ประกอบเดียวกันแทบทุกช่วงเวลาของวัน ไม่ต้องพึ่งแสงทองหรือฤดูเฉพาะเจาะจงมากเท่าที่อื่น

สายที่อยากได้ภาพนิ่งไร้คนรบกวน — Iseltwald หรือ Zell am See เพราะยังไม่ใช่จุดหมายท่องเที่ยวหลักของทริปทั่วไป ถ้าไปให้ถูกช่วงเวลาของวันจะได้ภาพที่แทบไม่มีคนอื่นอยู่ในเฟรม

ครอบครัวที่อยากได้ทั้งวิวและกิจกรรม — Annecy ตอบโจทย์ที่สุด เพราะมีทั้งทะเลสาบให้ว่ายน้ำ พายเรือ ปั่นจักรยานรอบทะเลสาบ และเมืองเก่าเดินเล่นได้ทั้งวันโดยไม่ต้องขับรถไกล

สายที่อยากได้ภูมิทัศน์ดราม่าสุดขั้ว ไม่ติดกรอบว่าต้องเป็นทะเลสาบ — Reine/Hamnøy คือคำตอบ เพราะเป็นภูมิทัศน์ที่หาไม่ได้จากที่ไหนในลิสต์นี้อีกแล้ว ภูเขาที่พุ่งขึ้นตรงจากทะเลแบบนี้ไม่มีในยุโรปแผ่นดินใหญ่

ข้อควรรู้ก่อนไป

หมู่บ้านทั้งหมดในลิสต์นี้มีจุดร่วมเดียวกันคือ "เล็ก" — ถนนแคบ ที่จอดรถจำกัด ร้านอาหารและที่พักมีจำนวนไม่มาก เมื่อรถบัสทัวร์มาถึงพร้อมกันหลายคัน พื้นที่เล็กๆ เหล่านี้จะแน่นเร็วกว่าเมืองใหญ่มาก ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมซึ่งเป็นพีคของฤดูท่องเที่ยวยุโรปทั้งทวีป คือช่วงที่ควรเผื่อใจเรื่องความแน่นมากที่สุดสำหรับทุกแห่งในลิสต์ อ่านภาพรวมของยุโรปช่วงเดือนนี้ได้ที่ เที่ยวยุโรปเดือนสิงหาคม

เรื่องเสื้อผ้าและการเตรียมตัวต่างกันไปตามความสูงและละติจูด — Hallstatt กับ Bled อยู่ในโซนภูมิอากาศแอลป์กลาง อากาศเปลี่ยนเร็วได้ในหนึ่งวัน ควรพกเสื้อกันลมแม้ไปหน้าร้อน ส่วน Lofoten อยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล อุณหภูมิเย็นกว่าที่อื่นในลิสต์ทั้งหมด แม้แต่ในเดือนกรกฎาคม

ทะเลสาบส่วนใหญ่ในลิสต์นี้มีเรือให้บริการตามฤดูกาล — Königssee และ Bled หยุดหรือลดเที่ยวเรือในหน้าหนาวเมื่อบางส่วนของน้ำเริ่มแข็งตัว ควรเช็กตารางเรือก่อนวางแผนวันเดินทางเสมอ โดยเฉพาะถ้าจุดหมายหลักของทริปคือการนั่งเรือไปเกาะหรือโบสถ์กลางน้ำ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไม Lucerne หรือ Interlaken ถึงไม่อยู่ในลิสต์นี้ ทั้งที่อยู่ริมทะเลสาบเหมือนกัน?

เพราะเกณฑ์ของลิสต์นี้คือความสัมพันธ์ระหว่างตัวถิ่นฐานกับผืนน้ำต้องแนบชิดจนเป็นภาพเดียวกัน Lucerne และ Interlaken สวยและอยู่ริมทะเลสาบจริง แต่เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ขยายตัวออกจากชายฝั่งไปเป็นย่านกว้าง ต่างจาก 8 แห่งในลิสต์ที่ภูมิศาสตร์บีบให้ตัวเมืองต้องอยู่ในแถบแคบติดขอบน้ำ

ที่ไหนในลิสต์เหมาะกับคนที่ไม่ชอบเดินทางเยอะ ไปได้ในทริปเดียว?

Hallstatt, Bled และ Königssee อยู่ในระยะขับรถหรือนั่งรถไฟไม่ไกลจากเมืองใหญ่อย่าง Salzburg, Ljubljana และ Munich ตามลำดับ วางแผนเป็นทริปสั้น 2-3 วันแวะหลายที่ในโซนออสเตรีย-สโลวีเนีย-บาวาเรียได้โดยไม่ต้องบินข้ามประเทศบ่อย

Iseltwald กับ Reine/Hamnøy ต้องจองล่วงหน้าไหม?

Iseltwald เป็นหมู่บ้านเปิดเดินเข้าได้ฟรี ไม่ต้องจองอะไร แต่ควรวางแผนเวลาไปให้เลี่ยงช่วงทัวร์วันเดย์ทริปจาก Interlaken ส่วน Reine/Hamnøy เป็นหมู่บ้านจริงที่มีคนอยู่อาศัย ที่พักแบบ rorbuer (บ้านชาวประมงดัดแปลงเป็นที่พัก) มีจำนวนจำกัดมาก ควรจองล่วงหน้าหลายเดือนโดยเฉพาะช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมที่มีแสงอาทิตย์เที่ยงคืน

ทะเลสาบพวกนี้ว่ายน้ำได้ไหม?

ได้หลายแห่ง โดยเฉพาะ Annecy ที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำสะอาดและมีจุดว่ายน้ำสาธารณะรอบทะเลสาบ Bled ก็ว่ายได้ในช่วงหน้าร้อนแม้น้ำจะเย็น ส่วน Königssee และ Iseltwald น้ำเย็นจัดตลอดปีเพราะมาจากธารน้ำแข็งโดยตรง ว่ายได้แต่ต้องเตรียมใจเรื่องอุณหภูมิ

เมื่อถึงเวลาวางแผนจริง

แต่ละแห่งในลิสต์นี้มีจังหวะแสงและฤดูที่เหมาะกับมันเอง สิ่งที่ยากที่สุดของการไปเที่ยวหมู่บ้านริมทะเลสาบเหล่านี้ไม่ใช่การไปให้ถึง แต่คือการไปให้ถูกช่วงเวลา — ก่อนรถบัสทัวร์มาถึง หรือในฤดูที่ภูมิทัศน์เป็นแบบที่ตั้งใจจะเห็น

ถ้ากำลังวางแผนทริปยุโรปที่ครอบคลุมจุดหมายแบบนี้ ดูภาพรวมเส้นทางและทริปที่ Gography จัดจริงได้ที่ หน้ารวมทริปทั้งหมด

แท็ก

#ยุโรป#ทะเลสาบ#หมู่บ้าน

เขียนโดย

Gography

กลับไปหน้าบทความ