
นั่งรถไฟชมวิวยุโรป: 7 เส้นทางที่คุ้มค่าที่สุด
รวม 7 เส้นทางรถไฟชมวิวที่คุ้มค่าที่สุดในยุโรป ตั้งแต่ Jungfraujoch ถึง Bernina Express พร้อมข้อมูลจริง — เส้นทาง ใช้เวลาเท่าไหร่ นั่งฝั่งไหน ไปฤดูไหน และ Swiss Travel Pass ช่วยอะไรได้บ้าง
รวม 7 เส้นทางรถไฟชมวิวที่คุ้มค่าที่สุดในยุโรป ตั้งแต่ Jungfraujoch ถึง Bernina Express พร้อมข้อมูลจริง — เส้นทาง ใช้เวลาเท่าไหร่ นั่งฝั่งไหน ไปฤดูไหน และ Swiss Travel Pass ช่วยอะไรได้บ้าง
- 7 เส้นทางที่คัดมาเพราะแต่ละเส้นให้ประสบการณ์ต่างกันจริง ไม่ใช่แค่ "อีกรถไฟภูเขา" — ไต่สถานีรถไฟสูงสุดของยุโรป ข้ามพรมแดนสองประเทศโดยไม่มีอุโมงค์ เลียบแม่น้ำไวน์ และลงจากภูเขาสู่ฟยอร์ด
- 3 ใน 7 เส้นอยู่ในโซน Jungfrau-Zermatt-Grindelwald ของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นภูมิภาคเดียวกับที่ทัวร์สวิสของ Gography เดินทางผ่าน
- ราคาตั๋วและตารางเวลาปรับทุกปี บทความนี้ตั้งใจไม่ผูกตัวเลขราคาที่ยืนยันไม่ได้ ณ วันที่เขียน — เช็กเว็บทางการก่อนจองเสมอ
- Glacier Express และ Bernina Express ต้องจองที่นั่งเพิ่มแยกต่างหากเสมอ แม้ถือ Swiss Travel Pass อยู่แล้วก็ตาม
- ถ้ามีเวลาจำกัด เลือก 2-3 เส้นที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันดีกว่าพยายามไล่เก็บทั้ง 7 เส้นในทริปเดียว
อุโมงค์ยาว 7 กิโลเมตรที่ใช้เวลาเจาะ 16 ปีและแรงงานกว่า 3,000 ชีวิต คือสิ่งที่ต้องผ่านก่อนถึงสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป — นั่นคือ Jungfraujoch หนึ่งในเจ็ดเส้นทางที่รวมอยู่ในบทความนี้ รถไฟบางขบวนในยุโรปไม่ได้มีไว้แค่ "พาไปที่หมาย" การเดินทางเองคือประสบการณ์หลัก ตู้โดยสารกระจกโดม การไต่ระดับความสูงเป็นพันเมตรในเวลาไม่กี่ชั่วโมง และวิวที่หาไม่ได้จากถนนหรือเครื่องบิน คือเหตุผลที่คนวางแผนทริปยุโรปมักเจาะจงว่าอยากขึ้นรถไฟสายไหนสายหนึ่งให้ได้
เราเลือกเจ็ดเส้นทางนี้จากสามเกณฑ์: หนึ่ง เป็นเส้นทางที่มีชื่อจริง ตรวจสอบตารางและประวัติได้ ไม่ใช่แค่คำโฆษณากว้างๆ สอง แต่ละเส้นให้ประสบการณ์ต่างกันชัดเจน ไม่ซ้ำมุมกัน — บางเส้นไต่ยอดเขา บางเส้นข้ามพรมแดน บางเส้นเลียบแม่น้ำไวน์หรือฟยอร์ด สาม ครอบคลุมมากกว่าแค่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้เห็นว่า "รถไฟชมวิว" ในยุโรปไม่ได้ผูกกับประเทศเดียว
1. Jungfraubahn: รถไฟขึ้น "Top of Europe" ที่ Jungfraujoch
ที่ระดับ 3,454 เมตร Jungfraujoch คือสถานีรถไฟสูงที่สุดในยุโรป สูงกว่าแนวหิมะถาวร และอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีต่ำกว่า 0°C ทำให้เป็นจุดที่หนาวที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนขึ้นถึงยอด ขบวนรถวิ่งผ่านอุโมงค์ที่เจาะทะลุหัวใจของ Eiger และ Mönch — งานวิศวกรรมที่ใช้เวลา 16 ปีตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19
เส้นทาง: Interlaken Ost → Lauterbrunnen หรือ Grindelwald → Kleine Scheidegg → Jungfraujoch อีกทางคือ Eiger Express กระเช้าที่เปิดใช้เดือนธันวาคม 2020 พาจาก Grindelwald Terminal ตรงไป Eiger Glacier Station ใช้เวลา: จาก Interlaken ราว 2-2.5 ชั่วโมงต่อเที่ยว ถ้าต่อ Eiger Express จาก Grindelwald ตัดเวลาการเดินทางได้ถึง 47 นาที เหลือเพียงราว 45-50 นาทีถึง Jungfraujoch นั่งฝั่งไหน: ช่วงจาก Kleine Scheidegg ขบวนวิ่งเข้าอุโมงค์เกือบตลอดทาง ที่นั่งจึงแทบไม่มีผลต่อวิว แต่รถจะจอดให้ทุกคนลงไปยืนที่หน้าต่าง Eigerwand และ Eismeer สองจุดที่เจาะเข้าไปในหน้าผาโดยตรง — เดิมเป็นแค่ช่องระบายหินตอนขุดอุโมงค์ ไม่ได้สร้างเพื่อชมวิวแต่แรก ฤดูไหน: ปลายมิถุนายนถึงต้นกันยายนคือช่วงที่ดีที่สุด อากาศเช้าใสกว่าบ่ายมากโดยเฉพาะหน้าร้อน ควรขึ้นรถไฟเที่ยวแรกของวัน
จากระเบียง Sphinx Observatory ที่ 3,572 เมตร มองเห็น Aletsch Glacier ธารน้ำแข็งยาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์ 23 กิโลเมตร ซึ่งกำลังถอยร่นราว 50 เมตรต่อปี — รายละเอียดครบอยู่ใน คู่มือเที่ยว Jungfraujoch
2. Gornergrat Bahn: วิว Matterhorn เต็มองค์จาก Zermatt
เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1898 รถไฟฟันเฟืองสายนี้ไต่ผ่านป่า larch และ stone pine ขึ้นไปยังจุดชมวิวที่สูงที่สุดที่เข้าถึงได้แบบเปิดโล่งในยุโรป — 3,089 เมตร รายล้อมด้วยยอดเขาสูงเกิน 4,000 เมตรถึง 29 ยอด
เส้นทาง: สถานี Zermatt → Riffelalp → Riffelberg → Rotenboden → Gornergrat ใช้เวลา: ราว 29-35 นาทีต่อเที่ยว สั้นที่สุดในบรรดา 7 เส้นทางนี้ นั่งฝั่งไหน: ขาขึ้นนั่งฝั่งขวาของขบวน จะเห็น Matterhorn อยู่ในเฟรมแทบตลอดทาง — เป็นเคล็ดที่นักเดินทางแนะนำกันมานาน ฤดูไหน: มิถุนายน-กันยายนสำหรับเดินป่าและถ่ายภาพ Matterhorn สะท้อนเงาที่ทะเลสาบ Riffelsee ธันวาคม-เมษายนสำหรับวิวหิมะขาวทั้งเขาในฤดูสกี
รายละเอียดเต็มของ Zermatt และการเดินทางเข้าเมืองปลอดรถยนต์อยู่ใน คู่มือเที่ยว Zermatt และ Matterhorn
3. Wengernalpbahn + Eiger Express: อีกมุมของ Grindelwald
Wengernalpbahn คือรถไฟฟันเฟืองที่ยาวที่สุดในยุโรป เปิดวิ่งครั้งแรกในปี 1892 เชื่อมหุบเขา Lauterbrunnen ผ่านหมู่บ้าน Wengen ขึ้นไปยัง Kleine Scheidegg — คนละเส้นทางกับที่ขึ้นจาก Grindelwald แต่มาบรรจบกันที่จุดเดียวกัน ให้วิวหมู่บ้านและทุ่งหญ้าแอลป์ที่ต่างจากช่วงอุโมงค์ของ Jungfraubahn อย่างชัดเจน
เส้นทาง: Lauterbrunnen → Wengen → Kleine Scheidegg (Wengernalpbahn) หรือ Grindelwald Terminal → Eiger Glacier Station ด้วยกระเช้า Eiger Express ใช้เวลา: Wengernalpbahn ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงถึงเกือบหนึ่งชั่วโมงขึ้นกับต้นทาง ส่วน Eiger Express ใช้เพียง 15 นาที นั่งฝั่งไหน: ฝั่งที่หันออกจากไหล่เขาเข้าหาหุบเขา Lauterbrunnen จะเห็นวิวเปิดกว้างกว่า ฝั่งตรงข้ามมักติดแนวป่าหรือหน้าผาด้านข้าง ฤดูไหน: มิถุนายน-กันยายนเหมาะกับต่อไปเดินป่าที่ Bachalpsee จากกระเช้า First ธันวาคม-เมษายนคือฤดูสกีของทั้งโซน
เนื้อหาเกี่ยวกับ Grindelwald และเส้นทางเดินป่าต่อในพื้นที่นี้อยู่ใน Grindelwald และ Bachalpsee
4. Linha do Douro: เลียบแม่น้ำไวน์จาก Porto สู่ Pinhão
ออกจากสถานี Porto São Bento ขบวนรถวิ่งเลียบโค้งแม่น้ำ Douro เข้าสู่ Alto Douro Wine Region มรดกโลก UNESCO — เขตผลิตไวน์ที่กำหนดเขตควบคุมเป็นครั้งแรกในโลกตั้งแต่ปี 1756 ไร่องุ่นขั้นบันไดเรียงตัวลงมาจากสันเขาจรดริมน้ำตลอดสองข้างทาง และเมื่อถึงสถานี Pinhão ผนังสถานีที่ปูด้วยกระเบื้อง azulejo ภาพวิถีไร่องุ่นจะต้อนรับเป็นด่านแรกก่อนเดินเข้าตัวไร่
เส้นทาง: Porto São Bento → Peso da Régua → Pinhão ส่วนหนึ่งของสายที่วิ่งต่อไปจนถึง Pocinho ใช้เวลา: ราว 2.5 ชั่วโมงจาก Porto ถึง Pinhão เส้นทางนี้เพิ่งกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบหลังปิดซ่อมช่วงหนึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2026 — ตารางอาจยังปรับอยู่ ควรเช็กก่อนวางแผนทริปเสมอ นั่งฝั่งไหน: นั่งฝั่งขวาของขบวนตลอดเส้น Porto→Pinhão จะเห็นแม่น้ำ Douro และไร่องุ่นขั้นบันไดชัดเกือบตลอดทาง ฤดูไหน: กันยายน-ตุลาคมคือฤดูเก็บเกี่ยวองุ่น (vindima) ใบเถาเปลี่ยนเป็นสีทอง-แดงทั่วหุบเขา เป็นช่วงภาพสวยที่สุดของปี แต่ที่พักในไร่ (quinta) เต็มเร็ว มักต้องจองล่วงหน้าหลายเดือน
ยังไม่มีบทความเจาะลึกเฉพาะ Porto หรือ Douro Valley ในระบบของเรา จุดหมายใกล้เคียงที่สุดที่มีคู่มือเต็มคือ ลิสบอน — เมืองหลวงที่มักเป็นจุดต่อเครื่องก่อนขึ้นเหนือไป Porto
5. Glacier Express: 8 ชั่วโมงข้ามสวิตเซอร์แลนด์จาก Zermatt ถึง St. Moritz
เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 1930 ด้วยแนวคิดล้ำสมัยในยุคนั้น — รถไฟที่มีไว้เพื่อชมวิวล้วนๆ วิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ยเพียงราว 24 ไมล์ต่อชั่วโมง จนได้ฉายา "รถไฟด่วนที่ช้าที่สุดในโลก" ตลอดสายผ่านอุโมงค์ 91 แห่งและสะพาน 291 แห่ง
เส้นทาง: Zermatt → Andermatt → Oberalp Pass (จุดสูงสุดของเส้นทาง) → St. Moritz ระยะทางราว 300 กิโลเมตร (186 ไมล์) ใช้เวลา: ประมาณ 8 ชั่วโมงตลอดสาย นั่งฝั่งไหน: ตู้โดยสารเป็นห้องกระจกโดมรอบด้าน วิวเปิดทั้งสองฝั่งเกือบตลอดทาง ช่วงที่หลายคนแนะนำให้เกาะฝั่งขวาเป็นพิเศษคือตอนผ่าน Rhine Gorge (Ruinaulta) ใกล้ Chur ที่ได้ฉายา "แกรนด์แคนยอนของสวิส" ฤดูไหน: วิวขึ้นอยู่กับเมฆทั้งหมด ช่วงฟ้าใสสุดสำหรับถ่ายภาพมักเป็นกลางมกราคม-กุมภาพันธ์ และปลายสิงหาคม-ตุลาคม ส่วนหน้าร้อน (มิ.ย.-ก.ย.) ให้ทุ่งดอกไม้แอลป์และธารน้ำแข็งเปิดเต็มที่
ชั้น Excellence Class ต้อนรับด้วยพรมแดง แชมเปญในแก้วคริสตัล และอาหารทำสด 5 คอร์สบนรถ — รายละเอียดเส้นทาง scenic train ของสวิสทั้งหมดอยู่ใน คู่มือเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์
6. Bernina Express: ข้ามพรมแดนสวิส-อิตาลีแบบไม่มีอุโมงค์
เส้นทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Rhätische Bahn มรดกโลก UNESCO จุดสูงสุดของเส้นทางที่ Ospizio Bernina (ราว 2,253 เมตร) ถือเป็นจุดข้ามเทือกเขาแอลป์ที่สูงที่สุดโดยไม่ต้องลอดอุโมงค์เลยสักช่วง
เส้นทาง: Chur → Ospizio Bernina → Tirano ประเทศอิตาลี ระยะทางราว 122 กิโลเมตร (76 ไมล์) ใช้เวลา: ประมาณ 4 ชั่วโมงตลอดสาย นั่งฝั่งไหน: ฝั่งซ้ายของขบวนมักได้วิวธารน้ำแข็งและทะเลสาบ Lago Bianco ชัดกว่าในช่วงครึ่งหลังของเส้นทาง ส่วน Landwasser Viaduct สะพานหินโค้งไอคอนของเส้นทางเห็นได้จากทั้งสองฝั่งเพราะขบวนโค้งผ่านตัวสะพานเอง ฤดูไหน: หน้าร้อนให้ทุ่งหญ้าเขียวและทะเลสาบสีฟ้าคราม หน้าหนาว (ธ.ค.-มี.ค.) ให้ภูมิทัศน์หิมะขาวทั้งเส้นทาง ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเวอร์ชันที่สวยที่สุดของสายนี้
เช่นเดียวกับ Glacier Express ต้องจองที่นั่งเพิ่มแยกต่างหากเสมอ รายละเอียดอยู่ใน คู่มือเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์
7. Flåmsbana: ลงจากภูเขาสู่ฟยอร์ดในนอร์เวย์
จากสถานี Myrdal บนที่ราบสูงกลางประเทศ ขบวนรถไฟลงมาจนถึงระดับน้ำทะเลที่หมู่บ้าน Flåm ริม Aurlandsfjord ในระยะทางสั้นๆ เพียงราว 20 กิโลเมตร ทำให้ Flåmsbana เป็นหนึ่งในทางรถไฟรางมาตรฐานที่ลาดชันที่สุดในโลก ระหว่างทางขบวนจะจอดให้ลงถ่ายภาพน้ำตก Kjosfossen ที่ตกกระทบหน้าผาเป็นสายน้ำสีขาว
เส้นทาง: Myrdal → Kjosfossen → Flåm ปลายทางเชื่อมต่อกับเรือฟยอร์ดได้ทันที ใช้เวลา: ราว 1 ชั่วโมงต่อเที่ยว นั่งฝั่งไหน: ขาลง (Myrdal → Flåm) ฝั่งขวาของขบวนเห็นหุบเขาและสายน้ำตกชัดกว่า ฤดูไหน: พฤษภาคม-กันยายนเป็นช่วงที่น้ำตกไหลแรงที่สุดจากหิมะละลาย และต่อเรือฟยอร์ดได้สะดวก ฤดูหนาวยังวิ่งอยู่แต่ภูมิทัศน์เปลี่ยนเป็นหิมะขาวล้วนทั้งเส้นทาง
เส้นนี้อยู่คนละภูมิภาคกับนอร์เวย์เหนือแบบ Lofoten และ Tromsø ที่เราเคยเขียนถึง — ไม่ใช่จุดหมายเดียวกัน จึงไม่ผูกลิงก์ไว้ในที่นี้เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่าเป็นทริปเดียวกัน
Swiss Travel Pass ช่วยอะไรได้บ้างสำหรับสาย Jungfrau และ Zermatt
Swiss Travel Pass ครอบคลุมเครือข่ายรถไฟ รถบัส และเรือพื้นฐานทั่วประเทศ บวกเข้าฟรีพิพิธภัณฑ์กว่า 500 แห่ง และให้ส่วนลดสูงสุดถึง 50% สำหรับกระเช้า/รถไฟขึ้นภูเขาในหลายพื้นที่ รวมถึงโซน Jungfrau region ที่ครอบคลุมเส้นทางขึ้น Jungfraujoch — แต่ส่วนลดจริงต่างกันตามเส้นทางและปรับทุกปี ควรเช็กราคาปัจจุบันก่อนซื้อเสมอ
ข้อควรรู้ที่สำคัญกว่านั้นคือ pass นี้ไม่ครอบคลุม Glacier Express, Bernina Express และ GoldenPass Express — ทั้งสามสายต้องจองที่นั่งเพิ่มแยกต่างหากเสมอ ไม่ว่าจะถือ pass อยู่แล้วหรือไม่ก็ตาม ส่วน Gornergrat และ Wengernalpbahn รวมอยู่ในเครือข่ายพื้นฐานที่ pass ครอบคลุมได้เต็มที่กว่า
จองยังไง
แต่ละเส้นทางมีวิธีจองต่างกัน แต่หลักการร่วมคือ จองผ่านเว็บทางการเสมอ — SBB และ Jungfrau Railways สำหรับสายสวิส, CP (Comboios de Portugal) สำหรับ Linha do Douro และ Vy สำหรับ Flåmsbana ในนอร์เวย์
สำหรับ Glacier Express ควรจองที่นั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนในช่วงพีคซีซัน ส่วนตั๋วขึ้น Jungfraujoch ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคมควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์เพราะโควตาบางช่วงหมดเร็ว ก่อนออกเดินทางขึ้น Jungfraujoch ทุกครั้งควรเช็ก webcam สดบนเว็บไซต์ Jungfrau Railways เพราะวิวขึ้นอยู่กับเมฆทั้งหมด ส่วน Linha do Douro ช่วงฤดูเก็บเกี่ยว (ก.ย.-ต.ค.) ที่นั่งและที่พักในหุบเขาเต็มเร็วมาก ควรวางแผนล่วงหน้าหลายเดือนเช่นกัน
คำถามที่พบบ่อย
เส้นไหนเหมาะกับมือใหม่ที่ไม่เคยขึ้นรถไฟภูเขาในยุโรปเลย?
Gornergrat Bahn จาก Zermatt เพราะใช้เวลาสั้น (ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง) ไม่ต้องจองที่นั่งเพิ่มแบบสายรถด่วน และวิว Matterhorn ชัดตลอดทาง เหมาะเป็นจุดเริ่มก่อนไปลองเส้นที่ใช้เวลานานขึ้นอย่าง Glacier Express
Swiss Travel Pass คุ้มไหมถ้าจะขึ้นแค่ 2-3 สายในทริปเดียว?
ขึ้นอยู่กับจำนวนวันและจำนวน leg ที่ใช้จริง ถ้านั่งรถไฟอย่างน้อย 3 leg ใน 8 วัน pass มักคุ้มกว่าตั๋วแยก แต่ถ้าทริปสั้นกว่า 5 วันและมี leg น้อย ตั๋วเดี่ยวอาจถูกกว่า ควรคำนวณเป็นรายทริปก่อนตัดสินใจซื้อ
ต้องจองที่นั่งล่วงหน้าไหม จองได้จากไหน?
เส้นที่ต้องจองที่นั่งเพิ่มเสมอคือ Glacier Express และ Bernina Express แม้ถือ Swiss Travel Pass อยู่แล้ว จองผ่านเว็บทางการของแต่ละสายโดยตรง ส่วน Jungfraujoch ในช่วงพีคควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ และ Linha do Douro ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวควรจองล่วงหน้าหลายเดือน
ถ้ามีเวลาจำกัด ควรเลือกกี่เส้นในทริปเดียว?
2-3 เส้นที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันดีกว่าไล่เก็บทั้ง 7 เส้น เพราะแต่ละเส้นควรมีเวลาเผื่อสภาพอากาศและไม่ต้องรีบจนพลาดจุดชมวิวระหว่างทาง โซน Jungfrau-Zermatt-Grindelwald ที่รวม 3 เส้นแรกไว้ในพื้นที่เดียวกันคือตัวอย่างที่เดินทางต่อกันได้สะดวกที่สุด
เมื่อถึงเวลาวางแผนทริปจริง
สามในเจ็ดเส้นทางนี้ — Jungfraujoch, Gornergrat และ Wengernalpbahn/Eiger Express — อยู่ในภูมิภาคเดียวกับที่ทัวร์สวิสของ Gography เดินทางผ่าน ทัวร์ Switzerland Golden Elegance และ Classic Swiss Autumn (16-23 ต.ค.) พาไปยังพื้นที่ Zermatt และ Grindelwald ที่บทความนี้เล่าถึง โดยไม่ได้การันตีว่าจะได้นั่งรถไฟสายไหนเป็นการเฉพาะ เพราะกิจกรรมของแต่ละโปรแกรมออกแบบต่างกันไปในแต่ละรอบเดินทาง
ถ้าอยากรู้ว่าโปรแกรมไหนพาไปพื้นที่ไหนบ้าง ดูรายละเอียดเต็มของแต่ละทริปได้ตามลิงก์ด้านบน หรือดูทัวร์ทั้งหมดของเราได้ที่ หน้ารวมทัวร์
แท็ก
เขียนโดย
Gography