
Stone Town: คู่มือเที่ยวชุมชนเก่า Zanzibar
คู่มือเที่ยว Stone Town ครบ: ประวัติ UNESCO ประตูแกะสลัก ตลาด Forodhani ดนตรี taarab และช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไป
คู่มือเที่ยว Stone Town ครบ: ประวัติ UNESCO ประตูแกะสลัก ตลาด Forodhani ดนตรี taarab และช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไป
- Stone Town ได้รับการขึ้นทะเบียน UNESCO ในปี 2000 จากสถาปัตยกรรมผสม Arab, Persian, Indian และ European ที่หาได้ยากในเมืองเดียว
- ช่วงไฮไลต์หลักมีสองหน้าต่าง: มกราคม-กุมภาพันธ์ (ฤดูแล้ง เหมาะต่อจาก safari ช่วง calving season ที่ Serengeti ตอนใต้) และมิถุนายน-ตุลาคม (ฤดูแล้ง เหมาะถ้ามาเที่ยว Stone Town เป็นหลัก) หลีกเลี่ยงมีนาคม-พฤษภาคมที่ฝนตกหนัก
- ประตูไม้แกะสลักสามสไตล์ (สวาฮิลี / อาหรับ-โอมาน / อินเดีย-คุชราต) คือ กุญแจอ่านประวัติศาสตร์ของเมืองจากถนน
- ตลาด Forodhani เปิดทุกเย็น อาหารแนะนำคือ urojo ซุปมะม่วง-มะขาม ไม่ใช่ปลาเสียบไม้ที่ทุกคนแห่กิน
- Freddie Mercury เกิดที่ Stone Town ในปี 1946 และ Stone Town คือหนึ่งในต้นกำเนิดของภาษา Swahili
- ก่อนไปต้องเตรียมสองค่าใช้จ่ายภาคบังคับ: ประกันภัยการเดินทางของ Zanzibar 44 ดอลลาร์/คน (ซื้อผ่าน visitzanzibar.go.tz ก่อนเดินทาง) และ infrastructure tax ที่พักราว 2-5 ดอลลาร์/คน/คืน
ถ้าคุณเดินผ่านตรอกแคบของ Stone Town โดยไม่รู้อะไรมาก่อน สิ่งแรกที่จะสะดุดตาคือประตู ไม่ใช่ประตูธรรมดา แต่เป็นแผงไม้แกะสลักที่อ่านได้เหมือนประวัติย่อของครอบครัวผู้อาศัย ประตูบางบานในย่าน Bhagani และ Shangani มีอายุเกิน 300 ปี ฝังหมุดทองเหลืองและข้อความจากคัมภีร์อัลกุรอาน บ่งบอกว่าเจ้าของเป็นใคร นับถือศาสนาอะไร ทำอาชีพอะไร และร่ำรวยแค่ไหน นี่คือเมืองที่อาคารทุกหลังพูดได้ก่อนที่คุณจะเดินเข้าไปถาม
StoneTown เป็นแกนกลางของ Zanzibar City บนเกาะ Unguja ทางชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก เมืองนี้เติบโตขึ้นจากการเป็นจุดตัดของเส้นทางการค้าระหว่างอาหรับ เปอร์เซีย อินเดีย และยุโรป มาตลอดหลายศตวรรษ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น UNESCO World Heritage Site ในปี 2000 จากสถาปัตยกรรมที่ผสมอาหรับ อินเดีย เปอร์เซีย และแอฟริกาเข้าด้วยกัน มาที่นี่ไม่ใช่เพื่อดูของแปลก แต่เพื่อสัมผัสว่าการค้าระดับมหาสมุทรเมื่อ 500 ปีที่แล้วหน้าตาเป็นอย่างไร และยังมีร่องรอยให้จับต้องได้อยู่ที่ไหนบ้าง

Stone Town สร้างจากอะไร และทำไมถึงดูไม่เหมือนที่อื่น
ชื่อ Stone Town มาจากวัสดุก่อสร้างหลักของเมือง นั่นคือหินปะการัง ซึ่งให้เฉดสีชมพูอมแดงอ่อนที่เป็นเอกลักษณ์ของกำแพงและอาคารทั่วเมือง วัสดุนี้ตัดกันชัดกับเมืองท่าที่สร้างจากอิฐหรือคอนกรีต และให้ความรู้สึกว่าเมืองทั้งเมืองงอกออกมาจากพื้นทะเล
สถาปัตยกรรมของ Stone Town ไม่ได้อยู่ในสไตล์เดียว เพราะแต่ละคลื่นของผู้มาค้าขายและปกครองทิ้งลายมือไว้ต่างกัน Old Fort สร้างโดยชาวอาหรับโอมานหลังจากขับชาวโปรตุเกสออกไปในปี 1698 ส่วน House of Wonders ที่สร้างในปี 1883 เคยเป็นอาคารแรกในแอฟริกาตะวันออกที่มีลิฟต์ และเป็นอาคารแรกใน Zanzibar ที่ใช้ไฟฟ้า ทั้งสองอาคารนี้ตั้งอยู่ห่างกันไม่ถึง 200 เมตร และสะท้อนช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่ห่างกันเกือบสองศตวรรษ
ประตูไม้แกะสลักคือรายละเอียดที่นักสังเกตจะหยุดนานที่สุด ประตูมีสามสายหลัก ได้แก่ ประตูสวาฮิลีที่มีโค้งปลายและลวดลายธรรมชาติ ประตูอาหรับ-โอมานที่ใหญ่กว่าและมักมีคัมภีร์สลักไว้ และประตูอินเดีย-คุชราตที่โดดเด่นด้วยหมุดทองเหลืองขนาดใหญ่ มีไม่กี่เมืองในโลกที่คุณสามารถอ่านจากประตูหน้าบ้านได้ว่าคนในบ้านนับถือศาสนาอะไร ประกอบอาชีพอะไร และมีฐานะร่ำรวยแค่ไหน

ไปเมื่อไหร่ดีที่สุด
Stone Town และ Zanzibar มีช่วงไฮไลต์หลักสองหน้าต่าง และทั้งคู่อยู่ในฤดูแล้ง หน้าต่างแรกคือเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ อีกหน้าต่างคือเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ทั้งสองช่วงอากาศใส เดินในตรอกแคบๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฝน Zanzibar มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีที่ 26.9 องศาเซลเซียส จึงไม่มีฤดูหนาวให้หนีหรือหน้าร้อนจัดให้กลัว แต่ฝนเป็นตัวแปรหลัก จะเลือกหน้าต่างไหนขึ้นอยู่กับว่าทริปของคุณโฟกัสอะไร
ควรหลีกเลี่ยงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงมรสุมหนัก ฝนอาจตกหนักหลายวันติดต่อกัน ถนนหินในตรอกแคบจะลื่น ส่วนเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมมีฝนบ้าง แต่ไม่หนักเท่า และราคาที่พักมักต่ำกว่าช่วง peak เล็กน้อย สำหรับคนที่อยากไปแบบเงียบและประหยัดขึ้น นั่นคือหน้าต่างที่น่าพิจารณา
ถ้าทริปของคุณมาคู่กับ safari ในช่วง calving season ของวิลเดอบีสต์ที่ Serengeti ตอนใต้ เดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์คือจังหวะที่ลงตัวที่สุด ช่วงนี้แล้งดี ท้องฟ้าใส และต่อ Zanzibar ได้พอดีหลังจบ safari แม้อากาศจะร้อนกว่าเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมเล็กน้อย ส่วนเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมเหมาะที่สุดถ้าคุณตั้งใจมาเที่ยว Stone Town และ Zanzibar เป็นหลัก

สิ่งที่ต้องเห็นและทำใน Stone Town
เริ่มที่ Old Fort และ House of Wonders ริมอ่าว ทั้งสองอาคารอยู่ใกล้กัน ใช้เวลาครึ่งเช้าก็พอ จากนั้นเดินเข้าไปในตรอกของย่าน Bhagani และ Shangani ซึ่งยังมีประตูแกะสลักเก่าแก่เหลืออยู่หนาแน่นที่สุด การเดินแบบไม่มีแผนที่ในบ่ายแรกมักให้ผลดีที่สุด เพราะ Stone Town มีพื้นที่ไม่ใหญ่ ตรอกทุกซอยเชื่อมหากันในที่สุด
สิ่งที่คนรู้จักน้อยกว่าคือบ้านของ Tippu Tip นักค้าชาวสวาฮิลีในศตวรรษที่ 19 ผู้มีอิทธิพลสูงในยุคการค้าของมหาสมุทรอินเดีย บ้านนี้ซ่อนอยู่ในตรอกที่เรียกว่า Suicide Alley ไม่มีป้ายชี้บอก ต้องถามหรือไปกับคนที่รู้ทาง ประตูของบ้านนี้ถือเป็นตัวอย่างงานแกะสลักที่ประณีตที่สุดในเมือง
ในเวลาเย็น Forodhani Gardens เปลี่ยนสภาพจากสวนริมอ่าวเงียบๆ กลายเป็นตลาดอาหารเปิดโล่ง สวนนี้สร้างในปี 1936 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ Silver Jubilee ของ Sultan Khalifa และได้รับการบูรณะอีกครั้งในปี 2009 ด้วยงบประมาณสามล้านดอลลาร์ อาหารที่ควรสั่งคือ urojo ซุปข้นมะม่วงและมะขาม ใส่ขมิ้น มันฝรั่ง มะนาว เสิร์ฟพร้อม chickpea fritter และ cassava flakes ตามด้วยปลาหมึกย่าง pweza นี่ไม่ใช่อาหารนักท่องเที่ยว แต่เป็นสิ่งที่คนในเมืองกินจริง
สำหรับมิติดนตรี Dhow Countries Music Academy ใน Mizingani Road เปิดสอนและแสดงดนตรี taarab ซึ่งเป็นเสียงที่ผสมบทกวีสวาฮิลีเข้ากับเสียงอียิปต์ อินเดีย อินโดนีเซีย และตะวันตก เครื่องดนตรีอย่าง oud, qanun และ tabla เล่นร่วมกับไวโอลินและเชลโล การแวะฟังหรือนัดชมในบ่ายวันใดวันหนึ่งทำให้ Stone Town มีมิติลึกขึ้นมากกว่าการเดินชมอาคาร

วัฒนธรรมที่ควรรู้ก่อนไปถึง
StoneTown ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ยังเป็นชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่จริง ความเคารพต่อธรรมเนียมท้องถิ่นสำคัญกว่าแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่คุณเคยไป ชาว Zanzibar นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก การแต่งกายที่ไม่ปิดบังเพียงพอในย่านชุมชนอาจสร้างความรู้สึกไม่สบายใจให้เจ้าบ้าน ผ้า kanga ซึ่งเป็นผ้าฝ้ายพิมพ์สุภาษิตสวาฮิลีตามขอบ เช่น ประโยคที่แปลว่า "ฉันจะสำเร็จหรือล้มเหลว ไม่ใช่เรื่องของคุณ" ขายอยู่ทั่วไปใน Darajani Bazaar และมีประโยชน์ทั้งในฐานะผ้าคลุมและของที่ระลึกที่มีความหมายจริง
Freddie Mercury นักร้องนำของ Queen เกิดที่ Stone Town ในปี 1946 ในชื่อ Farrokh Bulsara ปัจจุบันมีบ้านที่เชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของเขาเปิดให้เข้าชม แม้ข้อมูลนี้จะเป็นที่ถกเถียงบ้าง แต่สำหรับคนที่โตมากับเสียง Queen นี่คือเกร็ดที่ทำให้เมืองนี้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ภาษา Swahili ที่ใช้พูดกันทั่วแอฟริกาตะวันออกมีต้นกำเนิดมาจากชายฝั่ง Zanzibar วัฒนธรรม Swahili เป็นสิ่งที่ Stone Town ถ่ายทอดผ่านอาหาร ดนตรี สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในหนังสือประวัติศาสตร์

เดินทางไปถึงอย่างไร และพักที่ไหน
จาก Dar es Salaam บนแผ่นดินใหญ่ Tanzania มีทั้งเฟอร์รี่ที่ใช้เวลาประมาณ 90 นาที และเที่ยวบินภายในที่บินไม่ถึง 30 นาที เฟอร์รี่ให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าสำหรับคนที่ต้องการชมชายฝั่งและเส้นขอบฟ้าของ Stone Town จากทะเลก่อนจะเข้าเมือง ส่วนเที่ยวบินสะดวกกว่าถ้าเชื่อมต่อต่างประเทศตรงมาที่ Zanzibar International Airport
ในตัว Stone Town การเดินเท้าคือวิธีเดียวที่ได้ผล ตรอกหลายสายแคบเกินกว่ารถจะผ่านได้ ที่พักในย่านนี้ที่ดีมักอยู่ในอาคารประวัติศาสตร์ที่ปรับเป็นโรงแรมบูติก เลือกที่อยู่ในใจกลาง Stone Town จะประหยัดพลังงานในการเดินเที่ยวได้มาก ถ้าต้องการหาด Zanzibar ด้วย หลังใช้เวลาสองถึงสามคืนใน Stone Town แล้วค่อยย้ายออกไปชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือหรือตะวันออกก็เป็นแผนที่ลงตัว
วางแผนยังไงให้คุ้ม
สำหรับ Stone Town โดยเฉพาะ สองถึงสามคืนคือเวลาที่พอดี วันแรกเดินสำรวจตรอกและดูอาคารสำคัญ วันที่สองเจาะลึกประตูแกะสลัก แวะ Dhow Countries Music Academy ตามด้วยตลาด Forodhani ตอนเย็น วันที่สามถ้ามีอาจออกไป spice tour ในเกาะซึ่งพาดูสวนกานพลู อบเชย และลูกจันทน์ที่ชาวโอมานนำมาปลูกตั้งแต่หลายศตวรรษก่อน
ควรจองที่พักใน Stone Town ล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงมิถุนายนถึงกันยายน เพราะโรงแรมบูติกในอาคารประวัติศาสตร์มีห้องจำนวนจำกัด และมักเต็มจากกลุ่มทัวร์ที่จองล่วงหน้านานหลายเดือน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐใช้ได้กว้างขวางในย่านท่องเที่ยว แต่เตรียมเงินสดไว้บ้างสำหรับตลาดและร้านค้าเล็กในตรอกที่ไม่รับบัตร
ก่อนเดินทาง มีสองค่าใช้จ่ายภาคบังคับที่ต้องเตรียมไว้ในงบ อย่างแรกคือประกันภัยการเดินทางภาคบังคับของ Zanzibar ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนต้องซื้อ ราคา 44 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน เด็กอายุ 3-17 ปีอยู่ที่ 22 ดอลลาร์ และเด็กต่ำกว่า 3 ปีฟรี โดยคุ้มครองนานสูงสุด 92 วัน ต้องซื้อผ่านเว็บทางการ visitzanzibar.go.tz ให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง อย่างที่สองคือ infrastructure tax ที่ที่พักทุกแห่งใน Zanzibar เรียกเก็บ ประมาณ 2-5 ดอลลาร์ต่อคนต่อคืนตามระดับดาวของโรงแรม บางที่รวมไว้ในราคาห้องแล้ว แต่บางที่เก็บแยกตอนเช็คอิน จึงควรเผื่อเงินสดส่วนนี้ไว้ด้วย
StoneTown เป็นเมืองที่ให้มากขึ้นเมื่อคุณเดินช้าลง ไม่ต้องรีบผ่านทุกสถานที่ในรายการ การนั่งดูคนในจัตุรัสหน้า Old Fort หรือฟังเสียงเมืองตอนเช้าก่อนที่นักท่องเที่ยวจะตื่นก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้จำ Stone Town ได้ในแบบที่บทความไหนให้ไม่ได้
ทริปแนะนำ: African Wildlife Expedition: Tanzania & Zanzibar
ดูรายละเอียดทริป →คำถามที่พบบ่อย
Stone Town เที่ยวกี่วันถึงพอ?
สองถึงสามคืนเหมาะที่สุด วันแรกเดินสำรวจย่านและอาคารสำคัญ วันที่สองเจาะลึกประตูแกะสลักและตลาด Forodhani ตอนเย็น วันที่สามต่อ spice tour หรือย้ายไปชายหาดในส่วนอื่นของเกาะ
Zanzibar ไปช่วงไหนดีที่สุด?
มีช่วงไฮไลต์หลักสองหน้าต่าง ทั้งคู่อยู่ในฤดูแล้ง: มกราคม-กุมภาพันธ์ (เหมาะที่สุดถ้ามาต่อจาก safari ช่วง calving season ที่ Serengeti ตอนใต้ แล้งดี ฟ้าใส อากาศร้อนกว่าเล็กน้อย) และมิถุนายน-ตุลาคม (เหมาะที่สุดถ้ามาเที่ยว Stone Town เป็นหลัก อากาศแล้ง ท้องฟ้าใส เดินในตรอกได้สบาย) ควรหลีกเลี่ยงมีนาคม-พฤษภาคมซึ่งฝนหนักที่สุด
เดินทางจาก Dar es Salaam ไป Zanzibar ยังไง?
มีสองทาง คือเฟอร์รี่ใช้เวลาประมาณ 90 นาที เหมาะกับคนอยากเห็น Stone Town จากทะเลก่อนเข้าเมือง หรือเที่ยวบินภายในบินไม่ถึง 30 นาที ถ้าเชื่อมต่อจากต่างประเทศตรงก็มีบินตรงเข้า Zanzibar Airport ได้
ควรแต่งกายอย่างไรเมื่อเที่ยว Stone Town?
Stone Town เป็นชุมชนมุสลิม ควรแต่งกายสุภาพปิดไหล่และเข่าเมื่อเดินในย่านชุมชน ผ้า kanga ที่ขายใน Darajani Bazaar เป็นตัวเลือกที่ใช้งานจริงและเป็นของที่ระลึกที่มีความหมาย
Stone Town มีอะไรที่คนทั่วไปมักพลาด?
บ้านของ Tippu Tip ใน Suicide Alley ซึ่งไม่มีป้ายบอก ต้องถามหรือไปกับไกด์ที่รู้ทาง และ Dhow Countries Music Academy ที่เปิดสอนดนตรี taarab ซึ่งเป็นมิติวัฒนธรรมที่ทัวร์ทั่วไปไม่พาไป
ไป Zanzibar มีค่าธรรมเนียมบังคับอะไรบ้าง?
มีสองรายการ อย่างแรกคือประกันภัยการเดินทางภาคบังคับที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนต้องซื้อ ราคา 44 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน เด็ก 3-17 ปี 22 ดอลลาร์ ต่ำกว่า 3 ปีฟรี คุ้มครองสูงสุด 92 วัน ซื้อผ่านเว็บทางการ visitzanzibar.go.tz ก่อนเดินทาง อย่างที่สองคือ infrastructure tax ที่พักประมาณ 2-5 ดอลลาร์ต่อคนต่อคืนตามระดับดาวของโรงแรม ซึ่งบางที่รวมในราคาห้องและบางที่เก็บแยกตอนเช็คอิน
แหล่งอ้างอิง · 7 แหล่ง
แท็ก
เขียนโดย
Gography